ทีมนักวิจัยออสเตรเลีย​ พบร่องรอยหายนะที่เกิดจาก “เหตุการณ์ลาส์ชอมป์” (Laschamps Event) ​หรือการกลับขั้ว​แม่เหล็กครั้ง​ล่าสุด​ของโลกเราเมื่อ 42,000 ปีก่อน มีผลร้ายแรงกว่าที่นักวิทยาศาสตร์​เคยประเมินกันไว้ก่อนหน้านี้

สนามแม่เหล็ก​โลก คือเกราะป้องกันที่สำคัญ​ที่สุด​ที่คอยปกป้องทุกชีวิตบน​โลกจากภัยร้ายที่มากับรังสีคอสมิคจากนอกระบบสุริยะ สนามแม่เหล็ก​โลกยังคุ้มครองโลกจากอนุภาคพลังงาน​สูงของดวงอาทิตย์​ ทำให้โลกยังคงมีชั้นบรรยากาศ​ต่างๆโดยเฉพาะ​ชั้นโอโซนคอยปกป้องเราจากรังสีแกมมา รังสียูวี และคงเหลืออากาศให้เราหายใจ

สนามแม่เหล็ก​โลก​จะเกิดการสลับขั้วเป็นวัฏจักร​ ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์​ยังไม่พบหลักฐาน​ยืนยัน​ว่าระหว่างช่วงปีที่สนามแม่เหล็ก​โลกกำลังสลับขั้วนั้น เกราะแม่เหล็ก​จะอ่อนกำลังลงเท่าใด จนล่าสุดทีมวิจัย​นำโดย ดร.อลัน คูเปอร์ พิพิธภัณฑ์เซาท์ออสเตรเลียน ได้ทำการศึกษา​ผ่านทางการวิเคราะห์​วงปีของซากต้นไม้โบราณที่เรียกว่า Swamp Kauri​ ที่ขุดขึ้นมาจากบึงน้ำโบราณบนเกาะเหนือ​ของ​ประเทศ​นิวซีแลนด์​ และพบเรื่องที่น่าขนลุก​

ต้น Swamp Kauri เป็นไม้โบราณยืนต้นไม่ผลัดใบ ที่มีอายุอยู่ในช่วงการสลับขั้ว​แม่เหล็ก​โลกครั้งสุดท้าย​เมื่อราว 42,000 ปีก่อนที่มีชื่อเรียกว่า “เหตุการณ์ลาส์ชอมป์” (Laschamps Event) พอดี

เมื่อทีมงานของ ดร.อลัน วิเคราะห์​ปริมาณของธาตุ​คาร์บอน-14 ในวงปีของต้น Swamp Kauri ก็พบว่าธาตุนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละวงปีขณะเกิด”เหตุการณ์ลาส์ชอมป์” (Laschamps Event) แสดงถึงผลของการที่ธาตุคาร์บอน-14 บนพื้นโลกถูกแปรสภาพด้วยรังสีจากห้วงอวกาศในช่วงเวลานั้นมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าสนามแม่เหล็กโลกขณะเกิดการสลับขั้วเมื่อ 42,000​ ปีที่แล้วนั้น อ่อนกำลังลงจนไม่อาจปกป้องโลกจากรังสีอันตรายเหล่านั้น​ได้

ทีมผู้วิจัยยังพบว่า การสลับขั้ว​แม่เหล็ก​โลก​ในยุค​นั้น​กินเวลายาวนานราว 800 ปี ระหว่าง​นั้น​ความเข้มของสนามแม่เหล็กโลกลดต่ำลงกว่า 6% ของระดับปกติ บางช่วงเหลือ 0% เท่านั้น และยังพบว่าในช่วงเวลานั้นดวงอาทิตย์​ลดปฏิกิริยา​ลงพอดี ซึ่งแม้เราจะรับผลจากลมสุริยะลดลง แต่ก็ต้องเผชิญ​กับรังสี​คอสมิค​ที่แสนอันตราย​เพิ่มขึ้น จนส่งผลต่อเนื่องกับชีวิตบนโลกเมื่อ 42,000​-41,000 ปีก่อนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

ทีมผู้วิจัยคาดว่าผลที่เกราะแม่เหล็ก​โลก​อ่อนแรงลงเกือบหมดในช่วงเวลาดังกล่าวน่าจะมีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับภาวะวิกฤตทางสิ่งแวดล้อมทั่วโลก เช่นการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของบรรดาสัตว์ในทวีปออสเตรเลีย การสูญพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดยักษ์ หรือแม้กระทั่งการสูญพันธุ์ของมนุษย์โบราณนีแอนเดอร์ทัล รวมทั้งอาจสัมพันธ์​ภาพเขียนบนผนังถ้ำที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ยุคใหม่ ที่มีการใช้ดินแดงทาตัวและอยู่อาศัยตามถ้ำเพื่อปกป้องตัวเองจากรังสีร้ายแรงด้วยก็ได้

ทีมวิจัยตีพิมพ์​ผลงาน​ครั้งนี้​ลงในวารสาร​ Science​

เรียบเรียง​โดย​ @MrVop