หลุมดำที่เป็น 1 ใน 2 ของสมาชิกระบบดาวคู่ GRS 1915+105 ซึ่งถือเป็นหลุมดำดาวฤกษ์ที่มีมวลมากที่สุดในทางช้างเผือก หยุดส่องสว่างโดยยังไม่มีใครทราบสาเหตุ

หลุมดำนั้นสามารถแบ่งวิธีเกิดได้ 2 แบบ แบบแรกคือ “หลุมดำดาวฤกษ์” ซึ่งเกิดจากการยุบตัวลงของดาวฤกษ์ขนาดยักษ์ที่สิ้นอายุขัย หลุมดำพวกนี้จะมีมวลในหลัก 10 เท่าของดวงอาทิตย์ แบบหลังคือหลุมดำที่เกิดโดยวิธีอื่นๆ เช่นหลุมดำมวลยวดยิ่งตามใจกลางกาแล็กซีต่างๆ ที่อาจมีมวลเป็นแสนเท่าจนถึงเป็นหมื่นล้านท่าของดวงอาทิตย์

GRS 1915+105 คือชื่อของระบบดาวคู่ที่มีสมาชิกดวงหนึ่งเป็นดาวฤกษ์ และอีกดวงเป็นหลุมดำดาวฤดษ์ อยู่ห่างจากโลกของเราออกไปราว 35,800 ปีแสงในทิศทางของกลุ่มดาวนกอินทรี ชื่อของระบบดาวคู่นี้ได้มาจากการประกอบคำ 2 ส่วนเข้าด้วยกัน คำว่า GRS คือชื่อของวัตถุใดๆที่ค้นพบด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ  Granat ส่วนตัวเลขด้านหลังคือพิกัด ไรต์แอสเซนชัน และ เดคคลิเนชัน ของวัตถุนั้นบนท้องฟ้าเมื่อมองจากโลกเรา ดังนั้น ชื่อดาวคู่ GRS 1915+105 ก็หมายถึงว่ามันถูกค้นพบด้วยกล้อง Granat และมีพิกัดตามตัวเลขนั้น

หลุมดำที่เป็นสมาชิกอยู่ในระบบดาวคู่ GRS 1915+105 นั้นมีมวลเกือบ 14 เท่าของดวงอาทิตย์ ถือเป็นหลุมดำดาวฤกษ์ที่มีมวลมากที่สุดที่เรารู้จักในเวลานี้ และมันคยส่องสว่างเป็นอย่างมากจนได้อีกชื่อว่าเป็น เควซาร์ขนาดจิ๋ว หรือ ไมโครเควซาร์เลยทีเดียว (ท่านอาจสงสัยว่าหลุมดำมันควรจะมืด แล้วมันสว่างได้อย่างไร คำตอบคือโมเลกุลของแก้สที่วนรอบหลุมดำด้วยความเร็วสูงเกิดเสียดสีกันจนกลายเป็นแสงสว่างขึ้นมา) แต่อยู่ดีๆตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา มันก็เริ่มหรี่แสงลงเรื่อยๆ

มยุรา พละกฤษณัน นักศึกษาระดับปริญญาเอกด้านดาราศาสตรชาวมาเลย์ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐฯ รายงานการค้นพบการหรี่แสงลงดังอย่างผิดปกติของระบบดาวคู่ GRS 1915+105 โดยชี้ว่าแวดวงวิทยาศาสตร์ยังไม่เคยพบปรากฏการณ์ในลักษณะนี้มาก่อน และยังไม่อาจชี้ชัดได้ว่าเกิดจากสาเหตุใดกันแน่

ในเอกสารงานวิจัยของมยุรานั้น ได้อธิบายถึงความเป็นไปได้ว่า ระบบดาวคู่ GRS 1915+105 น่าจะยังส่องแสงอยู่ตามปกติ เพียงแต่แสงของมันส่องมาไม่ถึงหรือไม่อยู่ในทิศทางที่กล้องโทรทรรศน์ต่างๆจะสามารถสังเกตเห็นในย่านรังสีเอ็กซ์ได้ อาจมีเหตุผลจากการเกิดลมสุริยะอย่างแรงจากดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ที่เป็นคู่ของหลุมดำ จนบดบังการแผ่รังสีเอกซ์ออกจากจานแก้สรอบหลุมดำทำให้ดูเหมือนมันหรี่แสงลงไป หรือจานแก้สที่วนรอบหลุมดำ อาจเกิดการก่อตัวเป็นโครงสร้างเรขาคณิตอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้เกิดการกระเจิงแสงและบดบังแสงจากโดยรอบหลุมดำไป

การค้นพบครั้งนี้ ตีพิมพ์เผยแพร่ทางวารสาร arXiv.org