ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอัลเบอร์ตาของแคนาดา นำโดยดอกเตอร์​ Ivan Pakhotin​ วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากฝูงดาวเทียม Swarm ซึ่งเฝ้าสังเกตการณ์สนามแม่เหล็กโลกมาตั้งแต่ปี 2013​ และได้พบความแตกต่าง​ที่สำคัญ​ของการเกิดปรากฏการณ์​แสงเหนือแสงใต้

ขั้วโลก​ของเรานั้นมีด้วยกัน 2 ขั้ว เราจึงมักคิดว่า แสงเหนือ หรือ aurora borealis และ แสงใต้ หรือ aurora australis น่าจะมีโอกาส​เกิดในอัตราส่วน​เท่าๆ แต่ล่าสุด​ ข้อมูลที่ได้จากฝูงดาวเทียมขององค์การ​อวกาศ​ยุโรป​(ESA)​ ไม่ได้บอกเราเช่นนั้น

เรื่องนี้เราต้องทำความเข้าใจคำว่า “ขั้วโลก” เสียก่อน เรามีขั้วโลก​อยู่​ 3 ชนิด ชนิดแรกคือขั้วโลก​ทางภูมิศาสตร์หรือ Geographic Pole ซึ่งก็คือแกนหมุนของโลกตามแนวตั้ง ต่อมาคือขั้วของแม่เหล็กโลก หรือ Geomagnetic Pole ซึ่งเป็นขั้วแม่เหล็กที่มีตำแหน่งของขั้วเป็นไปตามการคำนวนที่เข็มทิศสมัยใหม่ในโทรศัพท์​มือถือ​จะชี้ไปหา และสุดท้ายคือ Dip Pole หรือขั้วแม่เหล็กโลกจริงที่ค้นพบโดยการสำรวจของเจมส์ คลาร์ก รอสส์ในยุค 1830 ​ขั้วนี้คือจุดที่เส้นแรงแม่เหล็กจะตั้งฉากพุ่งลงสู่แกนโลก เป็นขั้วแม่เหล็ก​ที่เข็มทิศแบบโบราณจะชี้ไปหาเสมอ

ผลการศึกษาของทีมวิจัยล่าสุดพบว่า ขั้วแม่เหล็กโลกจริง South dip pole ทางทิศใต้ มีระยะห่างจากแกนหมุนของโลก South geographic pole มากกว่าขั้วแม่เหล็กโลกจริงทางทิศเหนือ ทำให้เกิดการสะท้อนคลื่นพลาสมาแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่เรียกว่าคลื่นอัลเฟน (Alfven wave) จากลมสุริยะไม่สมมาตร​กัน ผลก็คือปรากฏการณ์​แสงใต้ จะเกิดได้น้อยกว่าปรากฏการณ์​แสงเหนือ ไม่ได้เกิดเท่าๆกันอย่างที่เราเคยเข้าใจกันมา

ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีต่อการท่องเที่ยว​ เนื่องจากผิวโลก​แถบขั้วโลกเหนือส่วนใหญ่​เป็นแผ่นดิน จึงถือเป็นการสะดวกในการไปรอชมปรากฏการณ์​แสงเหนือมากกว่าแถบขั้วโลกใต้​ที่ส่วนใหญ่​เป็นทะเล มีจุดชมแสงใต้เพียงไม่กี่จุดเท่านั้น

ที่มาและเครดิต​ภาพ​ https://scitechdaily.com/swarm-satellite-constellation-makes-surprising-discovery-about-space-weather/​