มีรายงานการพบคลัสเตอร์ใหม่ทางวิวัฒนาการ​ของไวรัส SARS-COV-2​ ในสหราชอาณาจักร​ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา นั่นคือสายพันธุ์​ B.1.1.7​ ที่เกิดการกลายพันธุ์ไปแล้วทั้งหมด 23 ครั้ง แต่มีที่สำคัญ​หลักๆอยู่ 3 จุด ได้แก่

  • การกลายพันธุ์ที่เปลี่ยนกรดอะมิโน​ N501Y บน RBD จาก asparagine (N) ไปเป็น tyrosine (Y) ซึ่ง​การเปลี่ยนแปลง​ที่เกิดในจุดที่ไวรัส SARS-CoV-2 ใช้จับกับตัวรับ ACE-2 ของเซลล์มนุษย์​แบบนี้ ทำให้ไวรัสสามารถแพร่กระจาย​ได้ง่ายขึ้น
  • กายหายไปของกรดอะมิโน​ 69-70del นั่นคือ histidine ในตำแหน่งที่ 69 และ valine ในตำแหน่งที่ 70 ในโปรตีนบริเวณ​หนามของไวรัส SARS-CoV-2 ก่อให้เกิดความสามารถของในการหลบเลี่ยงการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของมนุษย์
  • การกลายพันธุ์ที่​เปลี่ยน​กรดอะมิโน​ P681H ที่อยู่ติดกับบริเวณรอยแยกของ furin จาก proline เป็น histidine ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญทางชีวภาพในส่วนของเมมเบรนฟิวชั่น

การกลายพันธุ์​หลักๆทั้ง 3 จุดนี้ ทำให้ไวรัส SARS-CoV-2 ต้นเหตุ​ของ​โรค​ COVID-19 มีความสามารถในการระบาดที่เพิ่มขึ้นโดยประมาณสูงขึ้นถึง 70%

จีโนมตัวอย่างที่เก่าแก่ที่สุดสองชนิดที่เป็นของสายพันธุ์​ B.1.1.7 ถูกรวบรวมในวันที่ 20 กันยายน 2020 ในเมืองเคนท์ และอีกครั้งในวันที่ 21 กันยายน 2020 จากมหานครลอนดอน และยังคงมีการตรวจพบการติดเชื้อ B.1.1.7 ในสหราชอาณาจักรจนถึงต้นเดือนธันวาคม 2020 การแพร่ระบาด​อย่ารวดเร็ว​ของไวรัสกลายพันธุ์​ที่ตั้งชื่อขึ้นมาเรียกโดยเฉพาะ​ว่า VUI-202012/01 นี้สร้างความกังวล​อย่างยิ่งต่อหน่วยงานทางสาธารณสุข​ของอังกฤ​ษว่าจะหยุดยั้งเอาไว้ไม่ได้หรือลำบากกว่าเดิมหลายเท่า

แม้ว่าการกลายพันธุ์​ของ VUI-202012/01 นี้จะทำให้ไวรัสต้นเหตุ​ของ​โรค​ COVID-19​ แพร่ระบาด​ได้รวดเร็ว​ขึ้น แต่ยังไม่มี​หลักฐาน​ยืนยันว่าอาการของโรคจะรุนแรง​ขึ้น และยังไม่มีผลสรุป​ว่าวัคซีนสูตรต่างๆ​ที่พัฒนากันมาจะใช้ป้องกันการกลายพันธุ์​ครั้งนี้ไม่ได้