ศาสตราจารย์ แลร์รี เอ็ม. ซิลเวอร์เบิร์ก และ ศาสตราจารย์ จฟฟรีย์ ไอเชน ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเครื่องกลและการบินอวกาศ จากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาสเตต (NCSU) ได้เสนอทฤษฎีฟิสิกส์ใหม่ที่น่าตื่นตะลึง ปฏิวัติมุมมองเก่าๆอย่างสิ้นเชิง

ศาสตราจารย์ทั้งสองให้มุมมองที่แปลกใหม่ว่า องค์ประกอบพื้นฐานของสสารทั้งจักรวาลนั้น แท้แล้วไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่อนุภาค ไม่ใช่คลื่น แต่คือกระแสของพลังงานที่ไหลต่อเนื่องไม่สิ้นสุด มีลักษณะเป็นเส้นยาวที่ไม่มีจุดกำเนิด ไม่มีจุดปลาย กระแสพลังานนี้จะไหลผ่านกาล-อวกาศโดยไม่ชนกัน ไม่ไขว้หรือซ้อนทับกันไม่ว่าที่จุดใด กระแสพลังงานนี้อาจจะมีการเกาะกลุ่มกันอย่างหนาแน่น ณ จุดใดจุดหนึ่ง คล้ายกับดาวฤกษ์ โดยมีพลังงานสูงสุดที่ตรงศูนย์กลาง และจะลดลงเรื่อย ๆ เมื่อออกห่างจากศูนย์กลางนั้น

ทั้งสองตั้งชื่อองค์ประกอบพื้นฐานของสสารนี้ว่า  fragments of energy หรือ “ชิ้นส่วนของ​พลังงาน” มีสมการว่า A = -⍺/r โดย ⍺ คือความหนาแน่นของพลังงาน และ r ของฟังค์ชั่นของระยะทาง และมั่นใจว่าแนวคิดนี้จะสามารถใช้อธิบายและทำนายถึงปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในจักรวาลได้ตั้งแต่ระดับมหภาคที่ใหญ่ที่สุด ไปจนถึงปรากฏการณ์ทางควอนตัมในระดับที่เล็กที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทฤษฎีว่าด้วยคลื่นและอนุภาค รวมทั้งทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ไม่สามารถทำได้

การส่ายของวงโคจรของดาวพุธที่ในอดีตต้องใช้ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปในการอธิบาย Credit: Rainer Zenz via Wikimedia Commons

ไม่เพียงเสนอแนวคิดใหม่ แต่ศาสตราจารย์ทั้งสองยังได้ทำการทดลองทางคณิตศาสตร์ โดยใช้ทฤษฎี  fragments of energy นี้ไปแก้ปัญหาปรากฏการณ์ดาราศาสตร์สำคัญ 2 เรื่องที่เคยใช้ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์พิสูจน์มาแล้ว เรื่องแรกคือการส่ายของวงโคจรดาวพุธที่เกิดขึ้น 574.10 อาร์กเซคทุก 100 ปี เรื่องที่ 2 คือ โค้งงอของลำแสงจากดาวฉากหลังขณะเฉียดผ่านดวงอาทิตย์

ทฤษฏีนี้ไม่สนใจเรื่องการบิดโค้งของกาลอวกาศจากแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ตามแนวคิดของไอน์สไตน์ แต่เสนอว่า ดวงอาทิตย์คือชิ้นส่วนพลังงานขนาดใหญ่หน่วยหนึ่ง ซึงส่งผลต่อทั้งดาวพุธซึ่งคือชิ้นส่วนพลังงานที่เล็กกว่ามาก หรือส่งผลต่อแสงที่เดินทางมาจากดาวฤกษ์ที่ห่างไกลในฉากหลังที่หากคำนวนตามโมเดลคณิตศาสตร์จากแนวคิดใหม่นี้แล้วก็ปรากฏว่าได้ผลลัพธ์ออกมาตรงกับผลคำนวนด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปไม่ผิดเพี้ยน

“แนวคิดใหม่ที่เรานำเสนอในเบื้องต้นนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่ามีศักยภาพในการเป็นต้นแบบที่สามารถอธิบายหรือทำนายถึงปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของสสารได้ ตั้งแต่วัตถุขนาดใหญ่ไปจนถึงขนาดเล็กจิ๋ว รวมทั้งใช้ได้ดีในสภาวะที่สสารเป็นทั้งคลื่นและอนุภาคอีกด้วย” ศ. ซิลเวอร์เบิร์กกล่าว

ทั้งสองตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานลงในวารสาร The Conversation

ที่มาและเครดิตภาพ https://scitechdaily.com/fragments-of-energy-not-waves-or-particles-may-be-the-fundamental-building-blocks-of-the-universe/