แม่น้ำอามูดาร์ยา เป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในเอเชียกลาง เป็นเส้นแบ่งพรมแดนทางธรรมชาติระหว่างประเทศอัฟกานิสถานกับประเทศทาจิกิสถาน ส่วนแม่น้ำซีร์ดาร์ยา ที่ไหลผ่านประเทศคีร์กีซสถาน อุซเบกิสถาน ทาจิกิสถานและคาซัคสถาน เกิดจากแคว 2 สาย ซึ่งมีต้นน้ำอยู่ในเทือกเขาเทียนซาน ไหลมารวมกันในประเทศคาซัคสถาน แล้วไหลไปทางตะวันตกและตวันตกเฉียงเหนือ ผ่านหุบเขาเฟอร์กานา ไหลไปลงทะเลอารัล ทะเลสาบน้ำเค็มที่ทุกวันนี้เหือดแห้งไปแล้ว

แต่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์​บริเวณ​ที่กล่าวมานี้ เป็นแหล่งอารยธรรม​โบราณแถบเอเชียกลางที่ยิ่งใหญ่ มีชนเผ่าที่อพยพเข้ามาตั้งรถรากจากความอุดมสมบูรณ์​เป็นจำนวนมาก จวบจนกระทั่ง​ล่มสลายไปในช่วงทศวรรษ​ที่ 12 จากสาเหตุ​ที่เชื่อกันมานานว่าคือการรุกรานเข้ามาของจักรวรรดิ​มองโกล​ และอีกสาเหตุหนึ่งการการซบเซา​ลงของเครือข่าย​การค้าจากเส้นทางสายไหม​

ธรณีสัณฐานวิทยาและโบราณคดีของแหล่งกักเก็บน้ำ Arys และโอเอซิส Otrar ในคาซัคสถาน: (A) แหล่งกักเก็บน้ำและพื้นที่วิจัยของแม่น้ำ Arys; (B) โอเอซิส Otrar ที่มีคลองชลประทานหลักและแหล่งโบราณคดี (C) แม่น้ำ Arys ที่ไหลต่ำ (D) แม่น้ำ Badam ในช่วงที่มีการระบายสูงสุด (E) มุมมองทางอากาศของสองฝั่งคลองชลประทานทางตะวันออกเฉียงใต้ของ Altyn; (F) มุมมองทางอากาศของ Otrar; (ช) การแบ่งคลองชลประทานที่มีการตั้งถิ่นฐานเสริม (H) คลองชลประทานโบราณใกล้เมือง Arys; (I) คลองร้าง (ลูกศรสีขาว) และแปลงเกษตรร้าง (ลูกศรสีดำ) ทางตะวันออกของ Kuik Mardan เครดิตรูปภาพ: Toonen et al ., doi: 10.1073 / pnas.2009553117

ล่าสุด​ทีมนักวิจัยนำโดย​ Dr. Willem Toonen​ จากมหาวิทยาลัย​อัมสเตอร์ดัมได้พบสิ่งที่ท้าทายความเชื่อที่มีมายาวนานนี้ โดยทีมงานได้เข้าตรวจสอบข้อมูล​ทางบริบททางอุทกภูมิและอุทกวิทยาของเมือง Otrar หรือ Utrar หรืออีกชื่อคือ Farab ซึ่งตั้งอยู่​บริเวณ​จุดนัดพบของแม่น้ำ ซีร์ดาร์ยา และ Arys ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขา ทางตอนใต้ของคาซัคสถาน เมืองที่เป็นโอเอซิส​ศูนย์กลาง​ความรุ่งเรือง​ในช่วงเวลา​นั้น​และพบร่องรอยของภัยแล้งที่สำคัญ

ทีมงานพบความเปลี่ยนแปลงของคลองชลประทาน​แถบนี้ตั้งแต่เริ่มก่อสร้างจนถูกทิ้งร่าง พบว่าแม้มีหลักฐานว่ามีการทำลายสิ่งก่อสร้างบริเวณ​นี้จากภัยสงครามกับประเทศ​อาหรับช่วงศตวรรษ​ที่ 7 และ 8 แต่สถานที่หลายแห่งในโอเอซิส Otrar​ ก็ยังคงอยู่ ​จนเกิดภัยธรรมชาติ​คือภัยแล้งรุนแรง​ในช่วงศตวรรษ​ที่ 9 ซึ่งอยู่ก่อนหน้าช่วงที่กองทัพมองโกล​จะบุกรุกเข้ามากว่า 200 ปี

“ การวิจัยของเราแสดงให้เห็นว่า ที่จริงแล้วการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือตัวการที่สำคัญ ไม่ใช่เจงกิสข่าน ซึ่งเป็นสาเหตุสุดท้ายของการล่มสลาย​ของอารยธรรมแม่น้ำในแถบเอเชียกลางที่ถูกลืม” ดร. แม็คลินกล่าว

“ เราพบว่าเอเชียกลางฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วหลังจากการรุกรานของอาหรับในศตวรรษที่ 7 และ 8 เนื่องจากช่วงนั้นสภาพอากาศยังมีความชุ่มชื้น​เหมาะสมกับการทำเกษตร​“

“แต่ความแห้งแล้งที่ยืดเยื้อยาวนานหลังทั้งในระหว่างและหลังจากการรุกรานของชาวมองโกลในเวลาต่อมา ได้ทำลายความสามารถในการฟื้นตัวของชุมชนเกษตรกรรม​บริเวณ​นี้ไปจนหมดสิ้น​”

อธิบายง่ายๆคือ จะไม่มีอารยธรรม​ไหนตายสนิท ถ้าพื้นที่ตรงนั้นยังพอเลี้ยงชีพได้

ที่มา http://www.sci-news.com/archaeology/climate-change-central-asias-river-civilizations-09164.html