หนึ่งในภัยพิบัติที่โลกเราต้องเฝ้าระวังนั่นคือการพุ่งเข้ามาชนโลกของหินจากอวกาศ ซึ่งเท่าที่ผ่านมาสำหรับหินอวกาศขนาดใหญ่อย่างเช่นดาวเคราะห์น้อยและดาวหางนั้น ระบบเฝ้าระวังทั่วโลกสามารถระบุได้ล่วงหน้าหลายปีก่อนมันเข้าใกล้โลก แต่ในกรณีดาวเคราะห์น้อยขนาดจิ๋วหรือสะเก็ดดาวนั้นต่างออกไป

ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2013 ดาวเคราะห์น้อยขนาดจิ๋วหรือสะเก็ดดาวดวงหนึ่งได้หลุดจากระบบเฝ้าระวังในเวลานั้นเข้ามาระเบิดเหนือน่านฟ้าเขตเชลยาบินสก์ ของรัสเซีย เกิดแรงอัดอากาศก่อความเสียหายแก่อาคารบ้านเรือนและมีผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้นับพัน ที่น่ากล้วกว่านั้นคือหาก สะเก็ดดาวนี้ตกลงถึงผิวโลก ความเสียหายจะรุนแรงถึงขนาดทำลายเมืองทั้งเมืองเลยทีเดียว

หลังจากเหตุการณ์นั้น ทั่วโลกก็ได้เร่งพัฒนาระบบเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น เพื่อที่อย่างน้อยเราจะต้องทราบล่วงหน้าและมีเวลามากพอที่จะอพยพประชาชนออกจากแนวตกของสะเก็ดดาวได้ทันท่วงที

เมื่อ 04:25 ของวันที่ 23 มิถุนายน 62 ที่ผ่านมาตามเวลาในประเทศไทย ระบบตรวจอากศของดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา GOES-16 พบการระเบิดเป็นแสงสว่างบนท้องฟ้าเหนือทะเลแคริบเบียน วัดกำลังการระเบิดได้ราว 5 กิโลตัน

การระเบิดเป็นลูกไฟสว่างบนฟ้าครั้งนี้เกิดมาจากดาวเคราะห์น้อยขนาดจิ๋วหรือสะเก็ดดาวขนาดไม่ถึง 5 เมตร ซึ่งตรวจพบเป็นเวลา 12 ชั่วโมงก่อนหน้านั้น โดยระบบเฝ้าระวังดาวเคราะห์น้อยภาคพื้นดิน หรือ Asteroid Terrestrial-impact Last Alert System ชื่อย่อ ATLAS–MLO ในฮาวาย

ดาวเคราะห์น้อยขนาดจิ๋วดวงนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า 2019 MO มีค่าความสว่างสัมบูรณ์ต่ำมาก คือแมกนิจูด 27 (มืดมาก) ทำให้หลุดการเฝ้าระวังช่วงแรกของ ATLAS-MLO ไป เนื่องจากกล้องดูดาวของ ATLAS-MLO จะมองเห็นดาวเคราะห์น้อยที่ความสว่างสัมบูรณ์ 19 ขึ้นไปเท่านั้น (ค่าความสว่างนี้ยิ่งตัวเลขแมกนิจูดน้อยก็จะสว่างกว่าตัวเลขแมกนิจูดมาก) แม้แต่กล้องของหอดูดาวขนาดใหญ่อย่างหอดูดาว  Pan-STARRS  ก็มองเห็นได้แค่แมกนิจูด 23 เท่านั้น

จนเมื่อ 2019 MO เข้าใกล้โลกมากแล้วและค่าความสว่างของมันเริ่มเพิ่มขึ้นมาแตะแมกนิจูด 18.1 เป็นผลให้กล้องของระบบเฝ้าระวัง ATLAS-MLO ส่องพบ และประกาศการมองเห็นดังกล่าว

แม้จะกระชั้นชิดมาก แต่ก็ถือเป็นความก้าวหน้าของการเฝ้าระวังภัยจากอวกาศในลักษณะนี้ เพราะหากตำแหน่งการระเบิดเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่น ไม่ใช่ทะเลแบบครั้งนี้ เวลา 12 ชั่วโมงอาจไม่พอสำหรับส่งข่าวและการอพยพประชาชนได้ทัน นั่นหมายถึงเรายังต้องพัฒนาระบบเฝ้าระวังให้สามารถมองเห็นได้ไกลกว่านี้ อย่างน้อยต้องมีเวลาเป็นวันหรือหหลายวันในการเตรียมการอพยพ

เรียบเรียงโดย @MrVop