พายุ “ปาบึก” พายุหมุนเขตร้อนรุนแรงลูกที่ 3 ในประวัติศาสตร์ที่ขึ้นฝั่งคาบสมุทรมาลายู (ด้ามขวานของไทย) ในรอบ 57 ปี โดยลูกแรกคือ พายุโซนร้อนแฮเรียต ขึ้นฝั่งแหลมตะลุมพุกในปี 2505 ลูกที่สองคือ ไต้ฝุ่นเกย์ ขึ้นฝั่งชุมพรในปี 2532 และก็มาถึงพายุโซนร้อนปาบึก ขึ้นฝั่งปากพนัง ในปี 2562 นี้

“ปาบึก” เป็นพายุลูกที่ 36 ของปี 2561 ตามวิธีการนับของ WMO โค้ดเนม 36W (อักษร W หมายถึงโซนตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก)

ชื่อ ปาบึก Pabuk ตั้งโดยประเทศ สปป.ลาว หมายถึงปลาบึกในแม่น้ำโขงในภาษาไทย เกิดตามหลังพายุ อูซางิ Usagi หรือ 34W ที่ก่อตัว 20 พฤศจิกายน

จะเห็นว่า 34W ขื่ออุซางิ 35W หายไป จนมา 36W คือปาบึก คำถามคือ 35W หายไปไหน

คำตอบคือ 35W ไม่ได้หายไป พายุลูกนี้ทาง WMO มองว่าเป็นแค่ดีเปรสชัน จึงไม่ได้ให้ใช้ชื่อ “ปาบึก” แต่มันก็ได้ขึ้นฝั่งฟิลิปปิน์และก่อฝนหนักน้ำท่วมมีผู้เสียชีวิตหลายราย ทางฟิลิปปินส์เรียก 35W ว่า “Usman” ตามวิธีตั้งชื่อของ PAGASA

วันที่ 29 ธ.ค.61 ขณะที่ Usman กำลังจะเคลื่อนลงทะเลซูลู ในทะเลจีนใต้ก็เกิดหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง 97W ขึ้นมา ทางตะวันตกเฉียงใต้้ของหมู่เกาะสแปรตลี  Spratly Islands (โค้ดเนมของหย่อมความกดอากาศต่ำจะขึ้นต้นด่วยเลข 9 เสมอ)

หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง 97W นี้เอง คือต้นกำเนิดของ 36W ปาบึก ซึ่งเมื่อ 35W Usman ลงมาถึงทะเลจีนใต้ก็สลายตัวไป (คาดว่าจะรวมตัวกับ 97W ตามหลัก Fujiwhara effect) จากนั้น หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง 97W ก็ทวีกำลังขึ้นเป็นพายุดีเปรสชัน 36W ซึ่งก็จะได้ใช้ชื่อ “ปาบึก” ในเวลาต่อมา

ภาพดาวเทียมย่อมสีจาก TWC แสดงหย่อมความกดอากาศต่ำ 97W พัฒนาเป็นพายุดีเปรสชัน 36W จาก 00:00 ของวันที่ 31 ธ.ค. 61 ถึง 07:00 ของวันที่ 1 ม.ค. 62 สีของเมฆเข้มสุดรวมเป็นวงกลมช่วง 19:00 ของวันที่ 31 ธ.ค. 61 จากนั้นก็เริ่มจางลงและแตกตัวออก

ก่อนเที่ยงของวันที่ 1 ม.ค.ุ62 พายุดีเปรสชัน 36W ทวีกำลังขึ้นเป็นพายุโซนร้อน ได้ชื่อเรียกว่า “ปาบึก”  จากจุดนี้ ทาง JMA หรืออุตุนิยมวิทยาของประเทศญี่ปุ่น ก็พิจารณานับเป็นพายุหมุนเขตร้อนลูกแรกของปี 2019 จึงให้ชื่อเรียกว่า “1901” หรือพายุหมายเบข 1 ตามความนิยมของญี่ปุ่นที่จากเรียกพายุเป็นตัวเลขไม่เรียกชื่อ และยังถือว่าเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัววันแรกของปี เร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมาอีกด้วย

หลังจากกลายเป็นพายุโซนร้อนแล้ว “ปาบึก” ก็เคลื่อนเข้าอ่าวไทย มาขึ้นฝั่งที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อเวลา 12:45 ของวันที่ 4 ม.ค.62

หลังก่อความเสียหายหลายประการ พายุโซนร้อน “ปาบึก” ก็อ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชัน 07:00 เช้าวันที่ 5 ม.ค.62 และเคลื่อนจากจังหวัดพังงาลงทะเลอันดามันเมื่อเวลา 09:00 เช้าวันเดียวกัน

จากนั้นก็เคลื่อนห่างออกไปในอ่าวเบงกอล เข้าสู่ความรับผิดชอบของ RSMC New Delhi รับช่วงต่อไปโดยเป็นการติดตามพายุจากอุตุนิยมประเทศอินเดียหรือ IMD จนพายุสลายตัว

 

*** ข้อสังเกตของผู้เขียน- พายุโซนร้อนเข้ามาในอ่าวไทยเดือนมกราคมถือเป็นเรื่องไม่ปกติ พลังของปาบึกน่าจะอาศัยปรากฏการณ์ฟูจิวารา ในการฟิวชัน 97W เข้ากับ 35W จึงก่อเกิดพายุทรงพลังที่เดินในเส้นทางนี้ในฤดูหนาวที่น้ำทะเลมีความอุ่นค่อนข้างต่ำขึ้นมาได้

เรียบเรียงโดย @MrVop