เมื่อเวลาตีหนึ่งเช้ามืดวันที่ 23 ก.พ.60 NASA จัดแถลงข่าวใหญ่ นั่นคือการค้นพบระบบดาว TRAPPIST-1 ที่มีดาวเคราะห์คล้ายโลกโคจรเป็นบริวารอยู่มากถึง 7 ดวง

ระบบดาว TRAPPIST-1 อยู่ห่างจากโลกออกไป 12.1 ± 0.4 พาร์เซ็ก หรือตกราว 39 ปีแสง (1 พาร์เซ็กเท่ากับ 3.26156 ปีแสง) ในทิศทางกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ

หากอยากส่องกล้องดู หันกล้องไปที่พิกัดไรต์แอสเซนชัน  23h 06m 29.28เดคลิเนชัน  -05º 02′ 28.5”

NASA พบดาวเคราะห์หิน (ดาวเคราะห์ที่มีพื้นแข็งให้อยู่อาศัย) จำนวนมากถึง 7 ดวงในระบบนี้ ตั้งชื่อ b c d e f g h เรียงตามความห่างจากดาวแม่ของมัน

จำนวนที่พบนี้ ถือว่าเป็นจำนวนมากที่สุดที่พบในคราวเดียว จำนวนดาวเคราะห์หินในระบบนี้มีมากกว่าระบบสุริยะของเราอีก ของเรามีดาวเคราะห์หินแค่ 4 ดวงคือพุธ ศุกร์ โลก อังคาร แต่ระบบที่พบนี้มีถึง 7

eso_trappist1_sun_thin

ดาวแม่ของระบบคือ  TRAPPIST-1 เป็นดาวแคระแดง มีขนาดเล็กมาก ดูตามรูปที่ 2 ดวงอาทิตย์เราด้านซ้ายจะใหญ่กว่าดาวแม่หรือดาวฤกษ์ดวงนี้หลายเท่า มันมีรัศมีแค่ 11% ของดวงอาทิตย์ และมีมวลเพียง 8% ของดวงอาทิตย์ของเราเท่านั้น แต่มีลูกดกมาก

ssc2017-01h_Inline

ดาว TRAPPIST-1 นี้มีดาวเคราะห์ 3 ใน 7 ดวง ที่อยู่ในโซนสีเขียว โซนนี้คือ Habitable Zone หมายถึงโซนที่มีความห่างพอดีจากดาวแม่ ไม่ใกล้ไม่ไกล ไม่ร้อนไปเย็นเกินไป เหมาะสมกับการที่จะมีชีวิตเกิดบนเดาวเคราะห์นั้นๆ แถม NASA ยังพบว่ามี “น้ำ” อย่างน้อยก็ในบรรยากาศของดาวเคราะห์หลายดวงใน 7 ดวงนี้

ดูตามรูปที่ 3 โซนเขียวในระบบสุริยะของเรา (แถวล่าง) ได้แก่โซนตั้งแต่ดาวศุกร์ถึงดาวอังคาร  จุดที่ดีสุดคือโลกเราตรงกลางโซน พอดูแถวบน จะพบว่าในระบบดาว TRAPPIST-1 นั้น โซนเขียวหรือ  Habitable Zone จะตกในช่วงดาวเคราะห์ e ถึง g เป็นจำนวน 3 ดวงเท่ากับของเรา โดยดวงที่โชคดีอยู่ในจุดที่โอเคที่สุดเหมือนโลกเราได้แก่ดาวเคราะห์ f

เวลาเราพูดถึงดาวเคราะหฺ f ในระบบ TRAPPIST-1 เราเรียกเต็มยศว่า TRAPPIST-1f

ดาวเคราะหฺ f ในระบบ TRAPPIST-1 มีขนาดพอๆกับโลกเรา แต่มีมวลเพียง 68% นั่นคือแรงโน้มถ่วงต่ำกว่า แต่ก็ยังมากพอที่จะรักษาขั้นบรรยากาศเอาไว้ได้

ระยะห่าง 39  ปีแสงเศษๆ ไกลเกินปัญญาที่มนุษย์จะเดินทางไปเยือน (เราเดินทางได้ไกลสุดแค่ 2 วินาทีแสงคือไปได้แค่ดวงจันทร์ ไกลกว่านั้นส่งไปได้แต่ยานอวกาศเปล่าๆ) แต่ด้วยโครงการ Starshot หรือเรือใบเลเซอร์ซึ่งใช้แสงเลเซอร์ยิงใบเรือนำยานอวกาศขนาดจิ๋วมวลน้อยเดินทางไป และเคลมว่าทำความเร็วได้ถึง 20% ของความเร็วแสง โอกาสจะไปถึงระบบ TRAPPIST-1 จะต้องใช้เวลาเดินทางถึง 39/0.2 = 195 ปี รวมเวลาที่จะติดต่อกลับมาหาเราอีก 39 ปี นั่นคือ 234 ปีหากโครงการ  Starshot เริ่มทำงาน ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าเริ่มได้หรือเปล่าเพราะเป็นเพียงแนวคิด

หรือไม่ก็รอเค้าติดต่อมา ถ้าที่นั่นมี “พวกเค้า” อยู่

อ้างอิง https://exoplanets.nasa.gov/trappist1/#Ranger
http://www.trappist.one/#system
http://www.spitzer.caltech.edu/images/6294-ssc2017-01h-The-TRAPPIST-1-Habitable-Zone
เรียบเรียงโดย @MrVop

* ในปี 2016 มีการค้นพบดาวเคราะห์ b c และ h ของระบบนี้ก่อนแล้ว (ตัวดาวฤกษ์ไม่นับเพราะเจอนานแล้ว) แต่เพราะดาวเคราะห์ h นั้นอาจได้ชื่อว่า d แต่ก็ไม่แน่ใจว่าระหว่าง c ออกไปจะมีดาวเคราะห์อีกไหม มารอบนี้จึงประกาศการค้นพบพร้อมกันหมด 7 ดวงเพราะมีการยืนยันวงโคจรค่อนข้างชัดเจน
** NASA รู้ได้ไงว่ามีน้ำในดาวเคราะห์ที่ห่างไกลขนาดนั้น อ่านนี่ เค้าใช้เทคนิคการหาโมเลกุลอุณหภูมิสูงในบรรยากาศดาวเคราะห์ในจังหวะที่มันกำลังจะพ้นระยะทรานซิสจากดาวแม่
***ชื่อ TRAPPIST-1 มาจากชื่อกล้องดูดาวขนาด 60 เซ็นติเมตรในประเทศชิลี ชื่อเต็มของกล้องนี้คือ TRAnsiting Planets and PlanetesImals Small Telescope ซึ่งเป็นธรรมเนียมในการตั้งชื่อระบบดาวตามชื่ออุปกรณ์ที่ใช้ค้นพบ ตามด้วยหมายเลำดับของการค้นพบ แต่ชื่อดาวแคระแดงดวงนี้เดิมคือ 2MASS J23062928-0502285

Read more at: https://phys.org/news/2016-05-years-earth-planets-host-life.html#jCp