วันนี้พาทีมงาน Maker Asia ไปสัมภาษณ์ อ.โรเจอร์ ที่ Learning Innovation Lab ซึ่งถือว่าเป็น “Makerspace ของเด็กวิศวะ” เพื่อเขียนลงสื่อ … ได้ข้อคิดจุดประกายมากมายเลยเอามาเล่าเล็กน้อยก่อน

ที่ Lab นี้เป็นที่ๆ เด็กวิศวะ ที่ทำโปรเจคต์ฮาร์ดแวร์ทั้งหลายใช้เป็น Lab ทำงาน มีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือเหมือนกับ Makerspace ทั่วไป แต่ที่มีมากกว่าคือมี อ. โรเจอร์ เป็นผู้ที่คอยให้ความรู้ รวมทั้งมีทีมงานที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถทำโครงการได้ลุล่วงด้วย ใน Lab มีผลงานนักศึกษามากมาย มีเด็กๆมาโชว์ให้ดูหลายโครงการ จะมาเล่าละเอียดให้ฟังวันหลัง วันนี้ขอเล่าเรื่องแนวคิดที่ได้รับมาในวันนี้ก่อน

ผมเขียนโปรแกรมมาตั้งแต่ปี 2525 ตอนนั้นเรียนแพทย์ปีสอง โดดเรียนไปอยู่ร้านคอมพิวเตอร์เป็นประจำ ทั้งๆที่พ่อผมเป็นอาจารย์สอนผมก็โดด… จบหมอมาก็ไม่รักดีมาเป็นโปรแกรมเมอร์ระหกระเหินมาตลอด เรียกว่าเขียนโปรแกรมมาตลอด 33 ปี

ดังนั้นความคิดความอ่านจะเป็นแนวคิดของโปรแกรมเมอร์และแฮ็กเกอร์เป็นหลัก วันนี้ไปเยี่ยม Learning Innovation Lab ของ อ.โรเจอร์ (Arnan Sipitakiat​) ได้เปิดหูเปิดตาแนวคิดใหม่ๆ ซึ่งไม่เคยอยู่ในหัวเลย ค่อนข้างแปลกใจตัวเองอยู่ไม่น้อย เลยมาเล่าให้เพื่อนๆฟัง

เนื่องจากผมเป็นโปรแกรมเมอร์ หัดเขียนโปรแกรมตะบี้ตะบัน แทบจะทุกภาษา ผมได้รับการเทรนนิ่งจากมิชชันนารี (นักสอนศาสนาคริสต์) ภาษาแรกที่เรียนคือ Assembly หัดจนเขียน word processing ได้ทั้งตัวด้วย Assembly ดังนั้นในหัวจึงคิดแบบโปรแกรมเมอร์เป็นหลัก

เมื่อมาหัดเล่นอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์ จึงมักรู้สึกรำคาญพวกบอร์ด Microcontroller ที่มันรับการเขียนโปรแกรมขนาดใหญ่ที่ซับซ้อนไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันใช้ภาษาใหญ่ๆไม่ได้ Library ก็จำกัด… แต่ก็มีข้อดีคือมันทำงานด้านการควบคุมและรับสัญญาณจากอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์ได้เร็วมาก

พอมี Raspberry Pi ออกมา โปรแกรมเมอร์อย่างผมก็กระโดดเข้าใส่ เพราะรู้สึกว่าได้พลังของการเขียนโปรแกรมคืนมา เพราะ Raspberry Pi เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก แม้จะมีกำลังจำกัด แต่ก็ทำอะไรๆในด้านการเขียนโปรแกรมได้มากกว่า Microcontroller มาก แต่ติดตรงที่ GPIO ต่างๆ ใช้งานได้ไม่เท่ากับ Microcontroller ก็ต้องไปหาทางใช้ Linux Distro ที่เป็น Realtime OS หรือไม่ก็หาบอร์ดมาติด เพื่อให้มันทำหน้าที่ติดต่อกับฮาร์ดแวร์ได้ดีขึ้น

ความคิดจะอยู่ในกรอบที่ใช้ Raspberry Pi เป็นหลัก ส่วน Hardware Interface เป็นรอง เขียนโปรแกรมให้มันซับซ้อนเข้าไว้ UI UX ทั้งหลายแหล่ขนมาใส่จนบวมไปหมด การติดต่อกับ Hardware ก็มักจะลุ่มๆดอนๆ ติดโน่นขาดนี่ งานไหนเร่งๆก็กลับไปใช้ Microcontroller เอา

วันนี้ ไปเยี่ยม Lab ของ อ.โรเจอร์ อาจารย์เล่าเรื่องการทำงานของ GoGo board ของอาจารย์ให้ฟังว่า อ.ใช้ GoGo Board ซึ่งเป็น Microcontroller board เป็นหลักแล้วใช้ Raspberry Pi ที่เสียบอยู่เป็น Slave ฟังตอนแรก ในฐานะโปรแกรมเมอร์นี่เจ็บปวดเล็กๆ อะไรกัน อาจารย์ใช้ Linux Computer ทั้งตัวเป็น Slave ให้ Microcontroller เนี่ยนะ…

แต่พอคิดตามไป พบว่าวิธีการออกแบบนี้ยอดเยี่ยมเอามาก เพราะหากไม่ต้องการ พวก UX, UI, WebServer, Network ก็ถอดออกจาก Raspberry Pi ปล่อย Microcontroller วิ่งของมันไป ซึ่งย่อมทำงานควบคุมและรับข้อมูลได้ดีอยู่แล้ว พองานไหนต้องการเก็บข้อมูลมากๆ ก็เสียบ Raspberry Pi เข้าไป ใช้เก็บข้อมูล​ (เจ็บเล็กๆ) หรือส่ง Log หรือ ทำ WebServer ให้ผู้ใช้ติดต่อเข้ามา จะใส่ UX UI อะไร ก็ยัดเข้าไปใน Web Page แค่นี้ก็จบ วันนี้พอถาม อาจารย์ว่ามันวิ่ง Stand Alone ได้มั้ย พอ อ. ตอบว่าได้ ก็รู้ว่าตัวเองคิดผิดมาตลอดชีวิต…เอา Raspberry Pi เป็นหลัก กลายเป็นเรื่องหนักหนาเป็นภาระโดยใช่เหตุ เอาออกก็เอาออกไม่ได้

ขับรถกลับมาบ้านด้วยความคิดเต็มหัว… มุมการคิดกลับกันโดยสิ้นเชิง แต่มันเป็นมุมที่ถูกยิ่งกว่าถูก… ตอนนี้โปรเจคต์ต่างๆที่ทำๆอยู่ กำลังปั่นป่วนในหัว ให้ออกแบบใหม่ให้หมด… การไปวันนี้เป็นการจุดประกายอย่างยิ่ง

ขอบคุณครับ อ. โรเจอร์ … คืนนี้ผมคงไม่ได้นอน…