รายงานฉบับใหม่ จาก Global Forest Watch และ University of Maryland ที่ใช้ข้อมูลดาวเทียมในการติดตามอัตราความสูญเสียของต้นไม้ทั่วโลกอันเนื่องมาจากกิจกรรมของมนุษย์หรือสาเหตุธรรมชาติ ผลออกมาว่า ในปีพ. ศ. 2560 ที่ผ่านมา โลกเราสูญเสียพื้นที่เพาะปลูกต้นไม้ไปถึง  15.8 ล้านเฮกตาร์ (39 ล้านเอเคอร์) หรือ 98.75 ล้านไร่ภายในปีเดียว ซึ่งนับเป็นพื้นที่เท่ากับขนาดของบังคลาเทศทั้งประเทศ หรือประมาณเท่ากับขนาดพื้นที่ของสนามฟุตบอล 40 สนามในทุก 1 นาที

อัตราการสญเสียพื้นที่ป่าไม้นี้ค่อนข้างสูงมากแม้มีความพยายามรณรงค์อย่างต่อเนื่องทั้งในระดับรัฐและเอกชนตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่เหมือนสถานการณ์ไม่ได้รับการแก้ไขใดๆ

อัตราการสูญเสียของต้นไม้ถือเป็นภัยพิบัติสำหรับสัตว์ป่าชนพื้นเมือง และเป็นต้นเหตุหนึ่งในการเกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลก พื้นที่ป่ามีบทบาทสำคัญในการเก็บคาร์บอนช่วยดูดซับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สร้างขึ้นโดยกิจกรรมของมนุษย์ การทำลายป่านอกจากเป็นการปลดปล่อยคาร์บอนออกไปสู่ชั้นบรรยากาศยังเกิดความเสียหายถึงหน้าดิน ความชุ่มชื้น ป่าต้นน้ำที่หายไปทำให้ปัญหาความแห้งแล้งติดตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งยังก่อให้เกิดการสูญเสียอีกหลากหลายชนิดเช่นปัญหาน้ำป่า อุทกภัยที่รุนแรง ปัญหาเหล่านี้จะรุนแรงขึ้นเมื่อสภาพโลกร้อนไปถึงจุดที่คุมไม่อยู่ การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกจะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นนั่นคือการหดหายไปของชายฝั่งทะเล พายุหมุนเขตร้อนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆในปีหลังๆ และอีกสารพันปัญหา

ประเทศบราซิลครองตำแหน่งต้นๆในการทำลายป่าเพื่อความมั่งคั่ง รวมถึงป่าในสุมาตราและมาเลเซีย (ภาพบน) ที่ถูกทำลายเพื่อการปลูกปาล์มน้ำมัน ทั้งหมดถือเป็นความ”คิดสั้น”  อย่างยิ่งของมนุษยชาติที่หวังความสะดวกร่ำรวยจากเงินทองในเวลาไม่กี่ปีแรก เพื่อแลกกับหายนะของโลกทั้งใบในระยะยาว

ที่มาและเครดิตภาพ iflscience.com
เรียบเรียงโดย @MrVop