นักดาราศาสตร์ใช้ความสามารถของกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิ้ลร่วมกับทฤษฎีอายุเป็น 100 ปีอย่างทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ในการคำนวนหามวลของดาวแคระขาว Stein 2051 B

ดาวแคระขาว หรือ White dwarf คือซากที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการสุดท้ายของดาวฤกษ์ที่มีมวลไม่มากพอจะระเบิดตัวเองเป็นซุปเปอร์โนวา แต่กลายเป็นดาวยักษ์แดงแทน (อนาคตของดวงอาทิตย์เราก็จะเป็นแบบนี้) เมื่อดาวยักษ์แดงหมดพลังงานลง เปลือกนอกจะแยกตัวออกไปเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์ แกนกลางจะยุบตัวเป็นดาวแคระขาว ธาตุที่มีอยู่ในดาวแคระขาวไม่อาจทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นได้อีกจึงไม่มีแรงดันพอจะต้านแรงโน้มถ่วงได้จีงยุบตัวไม่หยุด สุดท้ายทำให้ดาวมีความหนาแน่นสูง และมีแรงโน้มถ่วงมหาศาล

ในปี ค.ศ. 1915 หรือเมื่อ 102 ปีก่อน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ตีพิมพ์ผลการคำนวณความโค้งของแสงที่เกิดจากแรงโน้มถ่วงพบว่า แสงจากดาวไกลๆที่อยู่หลังดาวฤกษ์จะวิ่งไปตามอวกาศที่บิดโค้ง ทำให้เราสามารถมองเห็นดาวที่ถูกดาวฤกษ์บังได้ เรื่องนี้  พิสูจน์เป็นรูปธรรมครั้งแรกโดยเซอร์อาร์เธอร์ เอดดิงตันและทีมงานเมื่อปี 1919 โดยเดินทางไปศึกษาสังเกตแสงดาวที่เคลื่อนที่ผ่านดวงอาทิตย์ขณะที่เกิดสุริยุปราคาที่บราซิลและแอฟริกา  และพบว่าแสงโค้งจริง เราเห็นดาวที่โดนดวงอาทิตย์บังได้จริงเพราะแสงจากดาวนั้นเลี้ยวหลบการบังของดวงอาทิตย์มาหาเรา

ดาวแคระขาวเป้ามายการทดลองล่าสุดนี้ คือดาวแคระขาว Stein 2051 B ตั้งชื่อตามผู้ค้นพบคือ Johan Stein อยู่ห่างโลกเราออกไป 17 ปีแสง มีอายุราว 2,700 ล้านปี ในการทดลองนี้ ทีมงานใช้แสงจากดาวฤกษ์ในฉากหลังที่ระยะไกลมากคือราว 5,000 ปีแสงซึ่งแสงจะสลัวกว่าแสงของ  Stein 2051 B ราว 400 เท่า แสงจากดาวฉากหลังวิ่งโค้งไปตามอวกาศรอบๆดาวแคระขาวที่บิดเบี้ยวไปเพราะแรงโน้มถ่วงวัดค่าได้ .02 ฟิลิปดา (2 milliarcseconds)  ทำให้ทีมงานประสบความสำเร็จในการคำนวนมวลดาวแคระขาว  Stein 2051 B  ออกมาได้ว่ามีมวล 68% ของดวงอาทิตย์ของเรา

ผลงานของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ยังคงได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริงอยู่เสมอในทุกวันนี้แม้จะผ่านไปนานมากแล้ว

ที่มา https://www.sciencedaily.com/releases/2017/06/170607142604.htm

เรียบเรียงโดย @MrVop