หลังนายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศแผนการสร้างอาณานิคมบนดวงจันทร์เป็นชาติแรก หันหลังให้กับความสนใจกับดาวอังคารมาตลอด 7 ปีที่่ผ่านมา โพรงลาวาโบราณใต้ดิน ที่ค้นพบโดยยาน SELENE Lunar Radar Sounder (LRS) ขององค์การอวกาศญี่ปุ่น( JAXA) จึงหลายเป็นหนึ่งในบริเวณที่น่าสนใจที่สุดที่มนุษย์สามารถไปสร้างที่อยู่อาศัย

ผิวดวงจันทร์นั้นอันตรายไม่ต่างจากการที่จะไปอยู่ในอวกาศเฉยๆ อุณหูมิกลางวันร้อนเกินจุดน้ำเดือดเกือบ 2 เท่า อุณหูมิกลางคืนต่ำกว่าจุดที่หนาวเย็นที่สุดบนโลกเกือบ 3 เท่า กลางวันกลางคืนยาวนานถึง 14 วัน ไม่มีชั้นบรรยากาศป้องกันรังสีอันตรายทุกชนิดตั้งแต่แกมมา ยูวี เอ็กซเรย์ อนุภาคจากลมสุริยะ จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะไปสร้างอาคารบนผิวดวงจันทร์โดยไม่มีการปกป้องด้วยโล่ขนาดใหญ่ซึ่งก็แน่นอนว่าเป็นต้นทุนมหาศาลและยากตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ

lt_sunshine

แต่การพบ โพรงลาวาโบราณขนาดใหญ่ใต้ดิน ที่พิกัด 13.00–15.005°N, 301.85–304.01°E  แถวเนินเขา Marius Hill ซึ่งก่อกำเนิดมาตั้งแต่ยุคโบราณช่วงหลายพันล้านปีก่อน สมัยที่ภูเขาไฟบนดวงจันทร์ยังปะทุตลอดเวลา กลับทำให้เรื่องการไปตั้งอาณานิคมนอกโลกเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้ขึ้นมาอีกครั้ง ที่เหลือจึงเป็นการออกแบบเมืองใต้ดินที่น่าจะปลอดภัยจากรังสีต่างๆให้สว่างและอบอุ่นด้วยปริมาณแสงอาทิตย์ผ่านท่อและแผ่นสะท้อนที่ควบคุมได้ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (มีการออกแบบไว้นานหลายปีแล้วก่อนพบ JAXA พบโพรงลาวาครั้งล่าสุด) แหล่งจ่ายพลังงานความร้อนในช่วงกลางคืน ระบบขนส่งและ่ส่วนที่อยู่อาศัย

โพรงลาวาที่พบนี้หลังจากผ่านการตรวจสอบด้วยยาน GRAIL ของนาซา (Gravity Recovery and Interior Laboratory) พบว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายโพรงลาวาใต้ดินที่กว้างใหญ่ที่อาจมีความยาวได้ถึง 60 กม.กว้างราว 1 กม. ซึ่งเพียงพอกับการตั้งอาณานิคมได้อย่างสบาย

ความฝันของมนุษย์ที่จะไปตั้งที่อยู่อาศัยในดินแดนต่างพิภพอาจอยู่ไม่ไกล

อ้างอิง http://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1002/2017GL074998/full
ที่มาภาพประกอบ  http://www2.moonsociety.org/publications/mmm_papers/lavatubes_ccc2.htm

เรียบเรียงโดย @MrVop