เมื่อเวลา 07:30 เช้านี้ (9 กันยายน 59) ได้เกิดแผ่นดินไหวแมกนิจูด 5.3 (mb) ลึก 1 กม. พิกัด 129.08°E 41.30°N ประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งก็น่าจะเป็นแผ่นดินไหวตามปกติที่เกิดกันอยู่ทั่วไปทุกวี่วัน

แต่เพราะอะไรถึงกลายมาเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมา

ในทันทีที่เกิดแผ่นดินไหว ไม่ว่าตามธรรมชาติหรือเกิดจากมนุษย์ จะเกิดคลื่นออกไปรอบทิศทาง คลื่นเหล่านี้จะวิ่งเรียงลำดับความเร็วนั่นคือคลื่นเนื้อในโลกหรือ boday wave 2 เฟส จะไปถึงก่อน  จากนั้นก็ตามด้วยคลื่นเปลือกโลกอีก 2 เฟส

คลื่นเนื้อในโลกหรือ boday wave 2 เฟส จะวิ่งเรียงตามความเร็วนั่นคือคลื่น P-Wave ตามด้วย S-Wave

P-Wave นั้นมีสภาพคล้ายคลื่นเสียง เดินทางได้เร็วมาก แต่ไม่มีพลังทำลาย ญี่ปุ่นใช้ P-Wave ในการสั่งให้รถไฟฟ้าหยุดวิ่งก่อนคลื่นทำลายจำพวกคลื่นเปลือกโลกอันได้แก่ L-Wave และ R-Wave จะเดินทางมาถึง

จุดแตกต่างคือขนาดของ P-Wave

pnpg

ตามรูปบน คือ P-wave จากแผ่นดินไหวธรรมดา (ในรูปคือเฟสที่แยกออกมาอันได้แก่ Pn Pg) จะมียอดคลื่นที่เตี้ยกว่า S-Wave เสมอ พูดง่ายๆคือหัวเล็ก ตัวโต (ยอดสูงสุดในภาพคือคลื่นทำลายหรือคลื่นเปลือกโลก)

pnpg2

รูปต่อมาคือคลื่นแผ่นดินไหวจากเกาหลีเหนือเช้าวันนี้ จะเห็นความแตกต่างอยา่งชัดเจน ยอดคลื่น  P-wave ในเฟสแยกย่อย Pn และ Pg มีขนาดสูงมากกว่าคลื่นในเฟสอื่นทั้งหมด พูดง่ายๆคือหัวโต ตัวเล็ก

แค่นี้ นักแผ่นดินไหว (Seismologist) มนุษย์ที่มีหน้าที่นั่งเฝ้าหน้าจอ (ไม่เหมือน Geologist ที่ออกกลางแจ้งตลอด) ก็จะทราบทันทีว่ามีการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดินเกิดขึ้น โดยไม่ลืมพิจาณาองค์ประกอบอื่นเช่นมันจะเกิดที่ความลึกไม่เกิน 1 กิโลเมตร และจะมีลักษณะของ Focal machnism ที่เฉพาะตัว

ภาพบนสุดคือกราฟแผ่นดินไหวจากการทดลองนิวเคลียร์ย้อนหลังในปีต่างๆของเกาหลีเหนือ จะเห็นรูปคลื่นนั้นออกมาหน้าตาคล้ายกันหมด

เรียบเรียงโดย @MrVop