เป็นครั้งแรกที่ตรวจพบสิ่งแปลกปลอมจากนอกระบบสุริยะ เข้ามาใกล้โลก

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 60 ที่ผ่านมา หอดูดาว Pan-STARRS ตรวจพบวัถตุอวกาศที่แรกเริ่มเข้าใจผิดว่าเป็นดาวหางคาบไกล ที่กำลังเดินทางออกห่างจากดวงอาทิตย์ จึงตั้งโค้ดเนมขึ้นต้นด้วย C เป็น C/2017 U1 แต่พอเวลาผ่านไปสังเกตว่าวัตถุนี้ไม่ทำปฏิกิริยากับลมสุริยะเลยไม่ว่าจะอยู่ในระยะห่างดวงอาทิตย์มากน้อยเท่าใด ซึ่งเป็นลักษณะของดาวเคราะห์น้อย จึงกำหนดโค้ดเนมใหม่เป็น  A/2017 U1

image_5372_2-A-2017-U1

ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้นี้ เคลื่อนเข้ามาในระบบสุริยะชั้นในในมุมเกือบตั้งฉากกับระบบโคจรของดาวเคราะห์ต่างๆ โดยเมื่อมองจากโลกจะมาในทิศทางของกลุ่มดาวพิณ เมื่อมีการคำนวนค่าความเยื้องศูนย์กลางของวงโคจรหรือ Orbital eccentricity ใหม่ก็ได้ค่าออกมาเป็น 1.2 ซึ่งเป็นค่าของวงโคจรแบบไฮเปอโบลิก ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่วัถตุที่เป็นสมาชิกของระบบสุริยะจะมีค่าความเยื้องศูนย์กลางของวงโคจร ที่มากขนาดนี้ รวมกับความเร็วเดินทางของมันซึ่งมีอัตราเร็วถึง 26.3 กิโลเมตรต่อวินาทีขณะยังอยู่พ้นแรงโน้มถ่วงดวงอาทิตย์และมีความเร็วสูงถึง 87.4 กิโลเมตรต่อวินาทีขณะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ (9 กันยายน 60) ด้วยสองเหตุผลนี้จึงมั่นใจได้ว่าหินยาวก้อนนี้เป็นแขกไม่ได้รับเชิญจากนอกระบบสุริยะอย่างแน่นอน และเป็นครั้งแรกด้วยที่มีการค้นพบแบบนี้ จึงมีการตั้งโค้ดเนมในกลุ่มใหม่ที่ไม่เคยตั้งมาก่อนคือกลุ่ม I หมายถึง Interstellar หรือระหว่างดวงดาว และเจ้าหินแท่งนี้ก็ได้ชื่อโค้ดเนมไปว่า 1I/2017 U1 โดยทางหอดูดาวที่ฮาวายยังตั้งชื่อเป็นภาษาฮาวายให้ 1I/2017 U1 ว่า โอมัวมัว หรือ Oumuamua ที่มีความหมายว่า “ผู้ส่งสารจากแดนไกลที่มาถึงเป็นคนแรก”

https://www.youtube.com/watch?v=O6PpbO7vIjU

เจ้าโอมัวมัวนี้ ก็มีลักษณะรูปร่างที่แปลกประหลาดกล่าวคือมันมีความยาวเทียบความกว้างในอัตราส่วนถึง 10:1 โดยไม่แตกหัก ขณะที่อัตราส่วนวัตถุรูปร่างยาวที่เป็นไปได้มากที่สุดในระบบสุริยะคือ 3:1 เท่านั้น มันจึงเป็นของแปลกอย่างแท้จริง โดยทาง NASA คาดโอมัวมัวคือหนึ่งในผลผลิตในช่วงก่อกำเนิดระบบสุริยะอื่น ที่น่าจะคล้ายระบบสุริยะของเรา คือจะมีดาวแก้สยักษ์แบบดาวพฤหัสคอยสาดกระจายก้อนหินนอยใหญ่เช่นดาวเคราะห์น้อยต่างๆให้พุ่งออกไปอยู่ในช่องว่างระหว่างระบบดาว และโอมัวมัวก็เดินทางมายาวนานจนพบระบสุริยะ

โอมัวมัวพุ่งเฉียดดวงอาทิตย์แต่เส้นทางของมันไม่อาจไปต่อตามแนวตรงได้เพราะถูกแรงโน้มถ่วงของดวงตะวันจับเหวี่ยงให้เบี่ยงทิศทางเป็นตัว V โดยดวงอาทิตย์ก็จับมันเป็นบริวารไม่ได้เพราะความเร็วมันเกินความเร็วหลุดพ้น จึงได้แต่มองมันจากไป ซึ่ง ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 60 โอมัวมัวอยู่ที่ระยะห่าง 295 ล้านกิโลเมตรจากดวงอาทิตย์ กำลังเดินทางห่างออกไปด้วยความเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มันจะอยู่เหนือวงโคจรเนปจูนในปี 2022 จากนั้นจะเดินทางห่างออกไปเรื่อยๆในทิศทางของหมู่ดาวเปกกาซัสหรือม้าบินโดยไม่กลับมาหาเราอีก โดยระบบ Near-Earth Object Studies (CNEOS) ของ NASA จะยังติดตามมันต่อไป แต่แสงของแท่งหินยาวนี้จะหรี่ลงเรือยๆจนมองแทบไม่เห็นหลังกลางเดือนธันวาคม

สิ่งที่เรารู้ตอนนี้คือระบบสุริยะอื่นอนุญาตให้ดาวเคราะห์น้อยมีรูปร่างแปลกประหลาดแบบโอมัวมัวได้ นั่นหมายถึงสิ่งที่เรายังไม่รู้อีกมากเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมต่างๆใน
ระบบดาวห่างไกลที่เราต้องศึกษาต่อไป

อ้างอิง https://www.nasa.gov/planetarydefense/faq/interstellar/
เรียบเรียงโดย @MrVop