ความตกลงร่วมมือจากนานาชาติเริ่มต้นเดินเป็นก้าวแรก แต่มันสายไปแล้วหรือไม่

จากวันที่พิธีสารเกียวโตเมื่อปี 2540 และหลายชาติโดยเฉพาะพวกมหาอำนาจไม่ยอมลงนามในวันนั้น จนถึงการประชุม COP21 ที่กรุงปารีสเมื่อปลายปีก่อน ความเปลี่ยนแปลงในสภาพบรรยากาศโลกปรากฏชัดเจนขึ้น เมื่อความจริงปรากฏให้เห็นกับตา อเมริกาไม่มีหน้าหนาว ปี 2015 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก สัญญาณอันตรายที่ชัดเจนนี้คุกคามให้ชาติต่างๆหมดคำแก้ตัว ตางยอมลงนามในการแก้ไขปัญหานี้แต่โดยดี เริ่มจากสหรัฐฯซึ่งเป็นผู้ผลิตแก้สเรือนกระจกรายใหญ่สัญญาว่าจะลดแก้สเหล่านั้นลง 26%-28% ให้ได้ภายในปี 2025 (เปอร์เซ็นต์แก้สวัดเทียบปี 2005) ส่วนทางอียูสัญญาจะลดลงให้ได้ถึง 40% ภายในปี 2030  เมื่อมาดูทางประเทศจีน ผู้ผลิตแก้สเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดก็จะเริ่มลดการผลิตแก้สเรือนกระจกให้ได้ในปี 2030 และในขณะนี้เริ่มสั่งยกเบิกการใช้งานถ่านหินแล้ว

นั่นคือฉากหน้าของประเทศมหาอำนาจ แต่เบื้องหลังคือยังมีการส่งออกถ่านหินราคาถูกจากสหรัฐฯหรือออสเตรเลีย ไปยังประเทศด้อยพัฒนา ซึ่งด้วยราคาที่ล่อตาล่อใจ ประเทศในโลกที่สามเหล่านั้นก็กลายมาเป็นผู้บริโภคถ่านหินรายใหม่ มีการพยายามสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ๆหลายแห่ง ซึ่งหากโรงไฟฟ้าถ่านหินพวกนี้เริ่มเดินเครื่อง มันจะปล่อยคาร์บอนจำนวนมหาศาลออกมาสู่บรรยากาศโลก และปัญหาพวกนี้จะคงค้าส่งผลต่อเนื่องไปอีก 30-40 ปี

น้ำทะเลดึงดูดความร้อนจากบรรยากาศไว้และส่งถ่ายลงไปสู่ห้วงน้ำลึก ความร้อนสะสมในมวลน้ำทุกมหาสมุทรในโลกกำลังเพิ่มขึ้น หิ้งน้ำแข็งที่ขั้วโลกใต้และธารน้ำแข็งยักษ์ในกรีนแลนด์กำลังละลายอย่างรวดเร็ว ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นในระดับที่เร็วกว่าที่คำนวนไว้ พายุทุกลูกรุนแรงขึ้น ฝนหนักขึ้น และแล้งนานขึ้น คลื่นความร้อนเกิน 44 องศาเกิดได้ไม่ยากในหลายแห่งของโลก ความผันผวนของบรรยากาศโลกยังเกิดขึ้นต่อเนื่องไม่หยุด

เราควรดีใจที่ประเทศใหญ่ตกลงกันได้ที่จะลดโลกร้อน แต่คำถามคือ ก้าวแรกนี่มันสายไปหรือยัง

 

อ้างอิง http://discovermagazine.com/2016/janfeb/4-climate-at-the-crossroads

อ่านเพิ่มติม  http://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9580000136882

บริษัทผลิตถ่านหินใหญ่สุดของโลกกำลังจะล้มละลายเพราะความต้องการใช้เริ่มลดลง http://www.huffingtonpost.com/entry/peabody-energy-bankrupt-coal_us_56e9bbc3e4b0860f99db6a86?
เรียบเรียงโดย @MrVop