เมื่อเวลา 22:55 ของวันที่ 3 ก.ค.58 ที่ผ่านมา ตามเวลาไทย หรือ 05:55 ตามเวลาท้องถิ่น ล้อเครื่องบิน Solar Impulse 2 ลงแตะพื้นสนามบิน Kalaeloa บนเกาะฮาวาย เป็นการสิ้นสุดการเดินทางยาวนานกว่า 5 วัน 5 คืนโดยนักบินคนเดียวและไม่ใช้น้ำมันซักหยด

2A35FF0200000578-3148669-image-a-2_1435953394432

Solar Impulse 2 กับแสงแดดยามเช้าในฮาวาย ภาพโดย AP

นักบินชาวสวิตเซอร์แลนด์ André Borschberg  ขับเครื่องบินที่บินโดยพลังงานแสงอาทิตย์ 100% เป็นเวลานานกว่า 117 ชั่วโมง 52 นาที  โดยไม่มีการหยุดพัก ถือเป็นการทำลายสถิติโลกที่เคยทำไว้โดย นายสตีฟ ฟอสเซ็ทท์ ( 76 ชั่วโมง 45 นาที เมื่อปี พ.ศ.2549)

ตั้งแต่ Solar Impulse 2 ออกเดินเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 58 จากกรุงอาบูดาบี ช่วงการบินช่วงหลังสุดนี้จากสนามบินนาริตะประเทศญี่ปุ่นข้ามมหาสมุทรแปซิฟิคไปฮาวาย ถือเป็นช่วงที่ยากที่สุดและใช้เวลายาวนานที่สุดในการเดินทางในระยะทางไกลว่า 7,200 กม.  ภายในเครื่องบินได้เตรียมร่มชูชีพและเรือยางกู้ชีพ เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินที่อาจมีผลให้เครื่องบินไปต่อไม่ได้ และจำเป็นต้องลงกลางมหาสมุทรแปซิฟิก

นักบิน André ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งโครงการเครื่องบินที่บินโดยพลังงานแสงอาทิตย์นี้ ต้องบินในสภาพที่เกิดความท้าทายทุกรูปแบบ ต้องบริหารจัดการทั้งร่างกายตัวเองและสภาพการบิน เพราะการขับแบบสวมหน้ากากอ๊อกซิเจนตลอดเวลา 5 วัน 5 คืนไม่ใช่เรื่องง่าย ยังต้องเจอสภาพอากาศปั่นป่วน ต้องหาระดับความสูงที่พอเหมาะให้เครื่องบินถูกแสงอาทิตย์ แต่ไม่สูงเกินไปจนความดันในห้องนักบินเกินสภาพที่จะทนได้ ตลอดการเดินทาง André จะประสานงานกับทีมงาน  Mission Control Center  (MCC) ในโมนาโค ทีมงานจะคำนวนพลังงานของเครื่องบินเทียบกับความสูงและความเร็วตลอดทุกวินาทีเพื่อแจ้งให้  André ทราบว่าจะบังคับเครื่องอย่างไรให้ไปได้ไกลและปลอดภัยที่สุด อีกทั้งยังเป็นหูเป็นตาให้  André ช่วงที่เขางีบหลับพักผ่อนวันละ 8 ครั้งนานครั้งละ 5-20 นาที

ตลอดระยะทางการบิน 5 วัน 5 คืน André จะทานอาหารวันละ 2.4 กก. ดื่มน้ำเปล่า  2.5 ลิตร และน้ำเกลือแร่อีก 1 ลิตร André ยังต้องออกกำลังกายทุกวันในห้องนักบินโดยเล่นโยคะเป็นเวลา 30-45 นาที เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้ออีกด้วย

ความลำบากที่ทีมงานพยายามทำ ก็เพื่อส่งสาส์นให้โลกใบนี้รู้ว่า พลังงานสะอาดต่างๆนั้น สามารถใช้งานได้จริงแม้แต่วงการการบินที่เผาผลาญพลังงานฟอสซิลหนักหน่วงที่สุด เพื่อหยุดยั้งการปล่อยแก้สเรือนกระจกสู่โลกของเราให้ได้ก่อนจะสายเกินไป
เรียบเรียงโดย @MrVop

อ้างอิง http://www.sciencedaily.com/releases/2015/07/150703155906.htm