วงการบินกำลังปวดหัวกับการขายตั๋ว ซึ่งมีการใช้ App ช่วยให้ผู้โดยสารหาตั๋วราคาถูกได้สะดวกขึ้น จนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สายการบิน United และบริษัทขายตั๋ว Orbiz ตัดสินใจยื่นฟ้องเจ้าหนุ่มอายุ 22 ปีที่ชื่อว่า Aktarer Zama ซึ่งทำ web site ชื่อ “Skiplagged” เรียกร้องค่าเสียหาย 75,000 เหรียญสหรัฐ คดีนี้ไม่ใหญ่มาก แต่น่าสนใจอย่างยิ่ง…

ราคาตั๋วเครื่องบินถูกผูกขาดและกำหนดโดยสายการบินและบริษัทขายตั๋วมานาน การตั้งราคา ก็ดูจะไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลในบางครั้ง ทำให้เมื่อเราก้าวเข้ามาถึงยุค Big Data มีการประมวลผลที่ซับซ้อนขึ้น ก็เลยมีคนหาประโยชน์ได้จากราคาพิลึกพิลั่นดังกล่าว ตั๋วที่ซื้อเพื่อให้ประหยัดจากกรณีหลีกเลี่ยงราคาปกติ มี 3 แบบใหญ่ๆ คือ

1. Hidden City Ticketing เวลาที่สายการบินมีจุดหมายที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยม จะใช้วิธีไปแวะในจุดที่นิยมแล้วตั้งราคาตลอดสายถูกมาก เช่น จาก A ไป C ซึ่ง C เป็นจุดหมายที่ไม่ค่อยนิยม ก็จะทำ route A ไปแวะ B และไป C โดย B เป็นที่นิยมกว่า แล้วตั้งราคา A -> B -> C ถูกมาก จนบางครั้ง ถูกกว่าซื้อ direct flight A -> B คนก็เลยซื้อตั๋ว A -> B -> C แล้วพอถึง B ก็ลง ไม่ยอมไปต่อ วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะตั๋วเที่ยวเดียว เพราะสายการบินจะยกเลิกขากลับทันทีหากเราลงที่ B และต้องไม่มีสัมภาระใต้ท้องเครื่องบินด้วย … แต่เรื่องนี้ก็มีคนนิยมจนสายการบินต้องออกมาฟ้องดังกล่าว

2. Throwaway Ticketing อีกตัวอย่างคือ ตั๋วไปกลับ บางครั้งสายการบินก็บ้าบอ ตั้งราคาถูกกว่าตั๋วเที่ยวเดียว คนก็เลยซื้อไปกลับ แล้วก็โยนทิ้งไป

3. Back-to-back Ticketing คือ ถ้าเราเดินทางสัปดาห์หนึ่งแล้วกลับอีกสัปดาห์หนึ่ง สายการบินจะคิดค่าตั๋วถูกกว่า ไปกลับในสัปดาห์เดียว (ไม่คร่อมเสาร์อาทิตย์) คนเลยซื้อ ไปกลับ คร่อมสัปดาห์สองชุด สวนทางกัน แล้วใช้ตั๋วเดินทางสลับชุดกัน

ซึ่งจะเห็นได้ว่า การหาประโยชน์จากพวกเว็บไซต์ search ราคาตั๋วแบบ Skiplagged นั้นทำได้ก็เพราะการตั้งราคาบ้าบอคอแตกของสายการบินนั่นเอง เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นจาก “การตลาด” ล้วนๆ ไม่มีเหตุผลอะไรทั้งนั้น

พอเสียประโยชน์ก็ฟ้องว่าทำให้สายการบินเดือดร้อน มูลฟ้องบอกว่าเป็นการแข่งขันที่ไม่ยุติธรรม เรื่อยไปจนอ้างไปถึงเหตุผลด้านความปลอดภัยเอาโน่น ฟังดูก็ไม่ค่อยจะมีเหตุผลนัก

ฝั่งคนซื้อตั๋วถูก ก็บอกว่า มันเหมือนกับซื้อ มันฝรั่ง เฟร็นช์ไฟร์ ซื้อมาทั้งถุงจ่ายเงินหมดแล้ว จะกินครึ่งถุงใครจะทำไม… การโยนทิ้งครึ่งถุงมันผิดตรงไหน

คดีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการที่ “การตลาด” ต้องสู้กับ “Big Data” อย่างดุเดือดแน่ๆในอนาคตอันใกล้นี้….