ระบบอินเตอร์เน็ตที่ท่านกำลังใช้งานอยู่ ณ วินาทีที่กำลังอ่านบทความนี้ เชื่อมต่อไปถึงโลกทั้งใบผ่านทางสายแบ็คโบนที่ลากข้ามทวีปไปบนพื้นทะเล 

1439302846619794

Submarine Communications Cables, via ITU 2014 Report

สายเคเบิลที่เชื่อมโลกอินเตอร์เน็ตเข้าด้วยกันนี้ ได้รับการเปลี่ยนชนิดจากสายทองแดงสมัยเก่ามาเป็นสายใยแก้วนำแสงในช่วงปี 1987

ในช่วงปีนั้น  เรทท์ บัตเลอร์ Rhett Butler, ผู้อำนวยการของฮาวายสถาบันธรณีฟิสิกส์และดาวเคราะห์ที่มหาวิทยาลัยฮาวาย ได้เสนอให้ติดตั้งเซ็นเซอร์ทางธรณีวิทยาต่างๆที่ไว้ที่ตัวทวนสัญญาณ (repeater) ที่ต้องวางไว้เป็นระยะๆไว้ทุก 50 กิโลเมตรใต้ทะเลเพื่อขยายสัญญาณของใยแก้วนำแสงอยู่แล้ว โดยเซ็นเซอร์ทางธรณีวิทยาที่บัตเลอร์ เสนอให้ติดตั้งนี้ มีทั้งเครื่องวัดแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว เครื่องวัดแรงกดของน้ำ เครื่องตรวดจับอุณหูมิและค่าอื่นๆทางธรณีฟิสิกส์ ข้อมูลที่สำคัญเหล่านี้จะทำให้เราทราบถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทั่วโลก รวมทั้งสามารถตรวจจับการเกิดคลื่นสึนามิได้ตั้งแต่ช่วงนาทีแรกๆของการเกิดแผ่นดินไหว

แต่การนำเสนอของ บัตเลอร์ ได้รับการปฏิเสธจากบริษัทผู้ติดตั้ง เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น 5-10% ทั้งที่ในช่วงแรกเหล่าวิศวกรก็เห็นด้วย เนืองจากการติดตั้งเซ็นเซอร์ไว้ตามจุดต่างๆจะทำให้เราทราบความเป็นไปของตัวสายเคเบิลด้วยว่าชำรุดหรือไม่ ในระยะยาวกลับเป็นผลดีต่อภาคธุรกิจเอง  แต่ท้ายสุดทางบริษัทแม่ก็ปฏิเสธโครงการนี้

ฝันร้ายมาถึงครั้งแรกในเช้าวันที่ 26 ธันวาคม 2004 เมื่อผู้คนรอบมหามุทรอินเดียมากกว่า 2.3 แสนคนใน 14 ประเทศต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์สึนามิสุมาตรา เหตุผลหลักๆคือในเวลานั้น มหาสมุทรอินเดียไม่มีระบบเตือนภัยสึนามิเลย-ไม่มีทุ่นสึนามิเลยแม้แแต่ตัวเดียว

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ได้มีการระดมติดตั้งทุ่นเตือนภัยสึนามิจำนวนมากไว้ตามมหาสมุทรต่างๆทั่วโลก แต่ทุ่นเตือนสึนามิเหล่านี้โดยเฉพาะทุ่นในมหาสมุทรอินเดีย (ที่มีผลกับไทย) มักเสียหายในส่วนของสายอากาศที่ลอยน้ำอยู่ที่ผิวทะเลทุก 1-2 ปี (ตัววัดแรงสะเทือนหรือ BPR จะติดตั้งไว้ที่พื้นทะเลด้านล่างและส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมโดยส่งข้อมูลขึ้นมาหาทุุ่นที่ลอยน้ำอยู่ด้านบน)  ในช่วงหน้าหนาวที่คลื่นลมแรงและกว่าจะซ่อมได้ก็ต้องรอจนเข้าหน้าร้อน อีกทั้งต้นทุนการซ่อมแซมต่อทุ่นค่อนข้างมาก บางครั้งทุ่นผิวทะเลก็เกี่ยวติดไปกับอวนประมง

ปัญหาของทุ่นเตือนสึนามิในระบบ DART ก็คือมันโดดเดียว เราเอาตัว BPR ไปฝังไว้ที่ก้นทะเลที่ห่างไกล เราจึงต้องลากสายขึ้นมาที่ทุ่นผิวน้ำเพื่อส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม แต่หากเราติดตั้งเซ็นเซอร์แผ่นดินไหว-สึนามิไว้ที่สถานีทวนสัญญาณใต้ทะเล ข้อมูลจะผ่านสายเคเบิลใยแก้วนำแสงตรงมาหาเราได้ทันทีไม่ต้องไปผ่านดาวเทียมให้ยุ่งยาก ไม่ต้องห่วงเรื่องที่ต้องมาคอยซ่อมทุ่นลอยน้ำบ่อยๆอีก

เคเบิลใต้ทะเลที่มีเซ็นเซอร์ ยังมีประโยชน์ต่อตัวเคเบิลเอง เพราะแม้แต่ปลาฉลาม ก็ยังเคยทำความเสียหายให้สายเคเบิลเหล่านี้  ทั้งที่มันมีความสำคัญมาก เศาษฐกิจโลกเราทุกวันนี้ขึ้นอยู่กับเครือข่ายใยแก้วนำแสงยาวเกือบ 1 ล้านกิโลเมตรใต้ทะเลที่ป็นกระดูกสันหลังของการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างประเทศจำนวนมหาศาลในทุกวินาที

เคเบิลใตเทะเลมีอายุต้องติดตั้งใหม่ทุก 25 ปี บัตเลอร์และทีมงานผลักกันเรื่องนี้ในงานประชุมที่กรุงโรมปี 2011 ซึ่งมีทั้งยูเนสโก และหน่วยงานทางอุตุนิยมอย่าง WMO เข้าร่วมด้วย แต่ท้ายสุดก็ต้องขึ้นอยู่กับภาคธุรกิจว่าจะเห็นความสำคัญในการลงทุนรติดตั้งเซ็นเซอร์ใต้ทะเลหรือไม่ รวมทั้งต้องตัดสินใจให้ทันการเปลี่ยนเคเบิลชุดใหม่ในรอบหน้าที่จะถึงนี้ด้วย (คลิปภาพการโรยสายเคเบิลใต้ทะเล)

อ้างอิง http://motherboard.vice.com/read/the-oceans-series-of-tubes?utm_source=mbtwitter
https://www.itu.int/md/T09-SG05-120411-TD-GEN-1083/en

 

เรียบเรียงโดย @MrVop