สมัยที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลออกมาใหม่ๆ เป็นยุคที่เริ่มเข้าสู่ยุคของซอฟต์แวร์ขนาดเล็ก ทำให้เกิดบริษัทที่มีคนไม่กี่คนแต่สามารถทำซอฟต์แวร์ออกมาขายจนร่ำรวยได้ มีศัพท์ที่ใช้เรียกในเชิงแดกดันบริษัทเล็กๆเหล่านี้ว่า “One man and a dog company” ซึ่งแปลว่าทั้งบริษัทใช้คนๆเดียวทำทุกอย่าง และเลี้ยงหมาไว้เป็นเพื่อน เพราะวันๆคงไม่รู้จะคุยกับใคร

พออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์โตขึ้นเรื่อยๆ การทำบริษัทเล็กๆก็เริ่มยาก ซอฟต์แวร์มีขนาดใหญ่ขึ้นจนต้องใช้ทีมนักพัฒนาขนาดใหญ่ขึ้น บริษัทเล็กๆก็เริ่มแข่งขันได้ยาก

แต่ต่อมาก็เกิดยุครุ่งเรืองของอินเตอร์เน็ต ก็ทำให้เกิดบริษัทเล็กๆแบบนี้ขึ้นมาอีก เติบโตจนใหญ่โตไปหลายเจ้า และเหตุการณ์ก็ซ้ำเดิมอีกเมื่อเข้าสู่ยุคของโทรศัพท์มือถือ บริษัทที่ทำ Mobile App ในยุคแรกๆก็เป็นบริษัทขนาดเล็กแบบ One man and a dog company กันแทบทั้งนั้น แล้วเมื่อความซับซ้อนของ mobile app มากขึ้น บริษัทในวงการนี้ก็เริ่มใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ

เรียกได้ว่าเวลาเกิด Revolution ของเทคโนโลยีทีไร ก็จะเกิด “One man and a dog company” ขึ้นทุกทีไป…

ตอนนี้กระแสที่เชื่อว่าจะเป็น Revolution ต่อไปของเทคโนโลยีคือ 3D Printer แต่คราวนี้อาจจะไม่เหมือนเดิม รอบนี้ 3D Printer นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Revolution ที่ใหญ่กว่า นั่นคือเรากำลังเข้าสู่ยุคของ “Digital Fabrication”

 

ในยุคของคอมพิวเตอร์นั้น เราพัฒนาคอมพิวเตอร์ขึ้นจากระบบอนาล็อกจนเป็นระบบดิจิตอล ทำให้มีขนาดเล็กลง ถูกลง ทำงานเร็วขึ้น ฯลฯ ในยุคของอินเตอร์เน็ต เราเปลี่ยนข้อมูลดอนาล็อก เป็นดิจิตอล ทำให้เราสามารถเข้าถึง จัดเก็บ และค้นหาข้อมูลจำนวนมากได้รวดเร็วและราคาถูก และในทำนองเดียวกัน ในยุคของโมบาย เราก็เปลี่ยน communication จากอนาล็อกเป็นดิจิตอล ทำให้เราสามารถเข้าสู่ยุคของการติดต่อสื่อสารที่สมบูรณ์แบบ

ในยุคของ Digital Fabrication ที่กำลังจะมาถึงนี้ เรากำลังจะทำการ “Digitize” วัสดุและกระบวนการผลิต นั่นคือเรากำลังจะเปลี่ยนอุตสาหกรรมการผลิต จากอนาล็อกเป็นดิจิตอลนั่นเอง และรอบนี้เป็น Revolution ที่ใหญ่ที่สุดกว่าสามอันแรกมาก

3D printer นั้นเป็นแค่จุดเริ่มต้นเล็กๆ ของวิวัฒนาการนี้ เหมือนกับเตาไมโครเวฟ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของครัวสมัยใหม่ แต่มันไม่ได้แทนอุปกรณ์ในครัวได้ทั้งหมด ฉันใดฉันนั้น แม้ 3D Printer จะเป็นเครื่องมือสำคัญของยุคใหม่นี้ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดของวิวัฒนาการ

3D printer กำลังทำให้เกิดบริษัทแบบ One man and a dog company ในอุตสาหกรรมการผลิต เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญยิ่งของวิวัฒนาการของยุค Digital Fabrication กระบวนการผลิตจะถูกทำให้เป็นกระบวนการทางดิจิตอลที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ จนเข้าสู่ยุคของการผลิตแบบอัตโนมัติที่สมบูรณ์แบบที่สุด

สิ่งที่แตกต่างกันคือ One man and a dog company อาจจะไม่หายไป บริษัทการผลิตอาจจะไม่ใหญ่ขึ้นเหมือนกับสามยุคแรก เพราะการผลิตจะกลายเป็นการผลิตแบบ Distributed Manufacturing ซึ่งเป็นเครือข่ายการผลิตขนาดเล็กทำงานร่วมกันด้วยระบบไอทีที่ทันสมัย

มีเรื่องตลกของวงการนี้บอกว่า One man and a dog company จะไม่หายไป เพียงแต่วัตถุประสงค์เปลี่ยนไป คือคนมีหน้าที่ให้อาหารหมา และหมาคอยกัดคนไม่ให้แตะต้องเครื่องจักร เพราะทุกอย่างมันอัตโนมัติหมด….