อาการหัวใจวายหรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เกิดจากการที่ร่างกายมีภาวะไขมันมากเกินไปจนพอกเป็นตะกรัน (plaque) เกาะอยู่ตามผนังของหลอดเลือด เมื่อรวมเข้ากับเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มากัดกินก็ทำให้เกิดเป็นกลุ่มเซลล์ที่ไม่สามารถดูดกลับเข้าไปในร่างกายได้ แต่กลับฝังตัวอยู่ในผนังหลอดเลือดแทน เมื่อเวลาผ่านไป ตะกรันนี้จะแตกตัวหรือปริออก หลอดเลือดจะพยายามซ่อมแซมตัวเอง จนเกิดลิ่มเลือดไปอุดกั้นหลอดเลือด ถ้าเป็นการแตกตัวที่หลอดเลือดแขนงเล็ก ผู้ป่วยจะมีเพียงอาการเจ็บหน้าอก แต่ถ้าลิ่มเลือดนี้อุดตันหลอดเลือดขนาดใหญ่ก็อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ล่าสุดทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ร่วมมือกับทีมงานจากมหาวิทยาลัย Friedrich-Alexander ที่เมือง Erlangen ประเทศเยอรมนี และ Cleveland Clinic ในสหรัฐอเมริกา พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่จะทำให้เราทราบได้ล่วงหน้าหลายปี ว่าหลอดเลือดแดงเส้นไหนที่มีความเสี่ยงต่อการสะสมตะกรัน (plaque) จนก่อให้เกิดอาการหัวใจวายได้ในอนาคต

โดยอาศัยการกำหนดดัชนี  Fat Attenuation Index (FAI) เป็นไบโอมาร์คเกอร์หรือหมุดหมายทางชีวภาพที่จะบ่งบอกถึงปริมาณไขมันที่จะก่อปัญหาให้หลอดเลือดหัวใจ

ผู้ที่มีค่า FAI ผิดปกติ มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปถึง 9 เท่าที่จะเกิดอาการหัวใจวายถึงขั้นเสียชีวิต

นักวิจัยจะตรวจสอบภาพรังสีโทโมกราฟฟีค หรือภาพถ่ายหัวใจของผู้ป่วยจากเครื่อง CT scan เพื่อดูปริมาณไขมันที่อยู่รอบๆ หลอดเลือดหัวใจที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อหลอดเลือดแดงเริ่มอักเสบ ขั้นตอนของอาการเหล่านี้จะพัฒนาอาการต่างๆ ภายในระยะเวลา 5 ปี นั่นหมายถึงด้วยวิธีการใหม่นี้ เราจะรู้ตัวล่วงหน้าค่อนข้างนานมาก อาจถึง 5 ปีก่อนจะเกิดอาการหัวใจวาย แถมยังรู้ด้วยว่าหลอดเลือดแดงเส้นไหนที่กำลังมีปัญหา

เมื่อรู้ตัว เราก็จะเริ่มต้นหามาตรการป้องกันเพื่อหลีกเลี่ยงการก่อตัวของตะกรัน (plaque) ขึ้นมาได้

มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดได้ก่อตั้งบริษัทลูกขึ้นมาซึ่งมีใบอนุญาตแต่เพียงผู้เดียวในการพัฒนา FAI ในรูปแบบ Software-as-a-Service ซึ่งจะเป็นหนทางนำไปสู่การใช้งานเทคโนโลยีใหม่นี้แบบเป็นรูปธรรม ซึ่งจะทำให้ด้ประโยชน์ต่อผู้คนในวงกว้าง รายละเอียดคงต้องติดตามกันต่อไป 

อ้างอิง www.ox.ac.uk/news และ Kettering Health Network
เครดิตภาพประกอบ CBSNews
เรียบเรียงโดย @MrVop

รายงานการศึกษาวิจัยของพวกเขาถูกตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Lancet