กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ผู้ร่วมก่อตั้งและดำเนินงานสถานีตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วง เป็นผู้คว้ารางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปีนี้ 

เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ทั้ง 3 ปีนี้จากการประกาศผลเมื่อวันที่ 3 ต.ค.60 ที่ผ่านมา เรียงจากซ้ายไปขวาในภาพ ได้แก่ ศ.ไรเนอร์ ไวส์ (Rainer Weiss) นักฟิสิกส์อเมริกันเชื้อสายเยอรมัน ศ.คิป ธอร์น (Kip Thorne) และ ศ.แบร์รี บาริช (Barry Barish)

โดยเงินรางวัลจำนวน 37 ล้านบาทนั้น ศาสตราจารย์ไรเนอร์ ไวส์ จะได้ไปคนเดียวครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งที่เหลือ ก็ให้อีก 2 ศาสตราจารย์ไปแบ่งกัน

ท่านอาจคุ้นหน้าหรือคุ้นชื่อ ศาสตราจารย์ คิป ธอร์น (คนกลาง) ใช่แล้ว ท่านนี้คือผู้เชี่ยวชาญหลุมดำ และเป็นที่ปรึกษาเบื้องหลังความสำเร็จถล่มทลายของภาพยนตร์เรื่อง Interstellar  ทะยานดาวกู้โลก ของผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน

คลื่นความโน้มถ่วง เป็นเรื่องที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ทำนายเอาไว้เมื่อ 102 ปีที่แล้วว่ามันจะมีที่มาจากการชนกันของเทหวัตถุมวลมากอย่างดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ มหานวดารา หรือการควบรวม (merge) ของหลุมดำ 2 ดวง แต่เทคโนโลยีในเวลานั้นยังไม่มีหนทางใดที่จะตรวจจับการกระเพื่อมของปริภูมิ-เวลาได้ เรื่องนี้จึงเป็นไปแค่ทฤษฏี

จนต่อมาเมือ 40 ปีก่อน นักฟิสิกส์ก็เริ่มกลับมาทุ่มเทค้นหาคลื่นความโน้มถ่วงกันอีกครั้ง เนื่องจากคลื่นนี้มีความสำรวจจักรวาลมาก เพราะคลื่นความโน้มถ่วงไม่เหมือนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นนี้สามารถกระเพื่อมผ่านบริเวณที่หนาแน่นที่สุดของจักรวาลออกมายังอีกด้านหนึ่งได้ โดยที่ยังมีลักษณะเหมือนเดิมทุกอย่าง นั่นหมายความว่า ข้อมูลจากแหล่งกำเนิดเป็นอย่างไร เมื่อเราตรวจจับได้ก็ยังเป็นเหมือนเดิมทุกอย่าง ทำให้เราสามารถใช้ข้อมูลที่มากับคลื่นแรงโน้มถ่วง สร้างแบบจำลองของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้แม้อยู่ห่างไกลสุดกู่

และก็ถึงคราวที่ศาสตราจารย์ไรเนอร์ ไวส์ มีไอเดียที่จะใช้แสงเลเซอร์เป็นตัวตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วง โดยการยิงแสงไปสะท้อนกระจกที่สุดปลายอุโมงค์รูปตัว L แล้วจับเวลาที่แสงเดินทางกลับมา หาปริภูมิ-เวลา กระเพื่อมเพียงน้อยนิด แสง 2 ลำจะเดินทางกลับมาไม่พร้อมกัน ไอเดียบรรเจิดนี้เอง  ทำให้เขาได้รับเงินรางวัลครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 9 ล้านโครนสวีเดน (ราว 37 ล้านบาทหรือ  831,000 ปอนด์) กดดูวิดีโออธิบายที่นี่

ศาสตราจารย์ไรเนอร์ ไวส์จึงร่วมกับอีก 2 ศาสตราจารย์ คือ ศาสตราจารย์คิป ธอร์น ผู้เชี่ยวชาญหลุมดำ และศาสตราจารย์โรนัลด์ เดรเวอร์  ชาวสก๊อตผู้เชี่ยวชาญด้านเลเซอร์ สร้างสถานีตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงด้วยแสงเลเซอร์เพื่อตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วง  เป็นทีมาของหอสังเกตการณ์ไลโก หรือ LIGO –  The Laser Interferometer Gravitational-Wave Observatory ขึ้นมา แต่เนื่องจากศาสตราจารย์ เดรเวอร์ เสียชีวิตไปแล้ว รางวัลปีนี้ จึงตกเป็นของ ศาสตราจารย์แบร์รี บาริช ผู้อำนวยการคนที่ 2 ของหอสังเกตการณ์ไลโกแทน)

ศาสตราจารย์ไวส์ กล่าวถ่อมตัวว่า หอสังเกตการณ์ไลโก เป็นผลงานร่วมกันของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรกว่า 1,000 ชีวิต ทุ่มเททำงานกว่า 40 ปีจนมีวันนี้ ไม่ใช้ผลงานของตนคนเดียว

เรียบเรียงโดย @MrVop