เกาหลีเหนือทดสอบนิวเคลียร์ใต้ดินและขีปณาวุธ ICBM ไปแล้วหลายรอบเพื่อแสดงให้ฝั่งสหรัฐฯเห็นว่าไม่กลัวเกรงและไม่สะทกสะท้านต่อการคว่ำบาตรหรือกองทัพศัตรูหน้าไหน ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ปธน.สหรัฐฯก็ไม่เลิกแหย่รังแตนด้วยคำพูดเจ็บๆในทวิตเตอร์ แรงกดดันที่มากที่สุดย่อมตกไปอยู่ที่ประเทศคู่สงครามอย่างเกาหลีใต้ที่มีชายแดนอยู่ติดกัน ไม่เหมือนสหรัฐฯที่แต่ไหนแต่ไรมาหลายสิบปีก็ทำศึกนอกบ้านอยู่เสมอจึงไม่ได้สนใจความเสียหายกับประชาชนประเทศอื่นโดยเฉพาะความมั่นใจว่า ICBM ของคิม จ็อง-อึนอย่างมากก็มาได้ไกลแค่เกาะกวมที่มีแต่ฐานทัพทหาร ไม่อาจยิงมาทำอันตรายประชาชนถึงแผ่นดินใหญ่สหรัฐฯได้ เกาหลีใต้ก็เลยต้องรับความเสียหายไปเต็มๆหากเกิดสงครามขึ้น

วิธีตอบโต้ของเกาหลีใต้นั้นนอกจากพยายามเกลี้ยกล่อมให้สหรัฐฯลดบทบาททั้งการซ้อมรบ การติดตั้งระบบต่อต้านขีปณาวุธ ที่มองว่าเป็นการยั่วยุเกาหลีเหนือแล้ว ยังได้เตรียมอาวุธสำคัญเอาไว้ใช้ตอบโต้เปียงยางในกรณีที่เกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ อาวุธนี้ไม่เน้นไปทางการทำลายล้างชีวิตมนุษย์ แต่เน้นไปที่การทำให้เกาหลีเหนือหมดสภาพที่สามารถรุกรานใครได้ แล้วอาจใช้วิธีเจรจาเพื่อยุติสงครามแทน

อาวุธที่ว่านี้ คือระเบิดกราไฟท์ BLU-114/B หรือ “Blackout Bombs” ที่มุ่งทำให้ระบบไฟฟ้าในเขตเป้าหมายเกิดลัดวงจรเสียหาย ทำให้ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง เมื่อไม่มีกระแสไฟฟ้า ก็เหมือนเป็นอัมพาต การดำเนินการรบต่อไปย่อมเป็นไปได้ยาก

กลไกการทำงานของระเบิดนี้คือปล่อยเส้นใยกราไฟท์จำนวนมากแตกกระจายเข้าไปที่สายส่งที่ไม่ได้หุ้มฉนวน เส้นใยกราไฟท์ที่เบาบางจะมีลักษณะเหมือนหมอกปกคลุมเสาไฟ สายไฟ หรือหม้อแปลงไฟฟ้า ทำให้โลหะตัวนำไฟฟ้าที่ไม่มีการป้องกันเกิดลัดวงจร ระบบจ่ายไฟทั้งระบบก็จะเสียหาย และโดยทฤษฎีแล้วระเบิดนี้ไม่ทำอันตรายโดยตรงกับชีวิตมนุษย์ จึงถือเป็นอาวุธไม่ร้ายแรง (Non Lethal Weapon)

อาวุธนี้ทางสหรัฐฯเคยใช้ในสงครามอ่าวปี 1990-1991 โดยเจ้าระเบิด BLU-114/B นี้สามารถทำให้ระบบจ่ายไฟฟ้าของอิรักหมดสภาพไปถึง 85% ต่อมาในปี 1999 ทาง NATO ก็ใช้ระเบิดชนิดนี้กับเซอร์เบียในการดับแหล่งจ่ายไฟฟ้ากว่า 70% ของประเทศ ผลงานที่เห็นได้ชัดนี้นำทางให้เกาหลีใต้มุ่งผลิต BLU-114/B หรือ “Blackout Bombs” ขึ้นมาในจำนวนที่มากพอเพื่อเตรียมพร้อมในการรับมือเกาหลีเหนือหากสงครามก็ปะทุขึ้นมาจริงๆ

เรียบเรียงโดย @MrVop