ช่วงปี 2002 มีโทรศัพท์น้องใหม่ยี่ห้อหนึ่งออกมาขายคือ “Danger Hiptop” ซึ่งตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “T-Mobile Sidekick” เจ้าเครื่อง Sidekick นี่เป็นโทรศัพท์สุดเท่ ถูกใจวัยรุ่น ขึ้นมาผงาดในหลายประเทศในเวลาไม่นาน มี features Internet ที่ยอดเยี่ยม

 

บริษัทผู้ผลิตคือ “Danger Inc” มีผู้ก่อตั้งชื่อ Andy Rubin คนนี้สำคัญมากครับ…

ถ้าถามผมว่าในโลกนี้มีใครที่จะเทียบชั้นกับอีตาจ๊อบส์ ได้บ้าง Andy Rubin นี่จะเป็นหนึ่งคนที่อยู่ในรายชื่อของคำตอบของผมครับ..

ในปี 2003 Andy Rubin เคยให้สัมภาษณ์วิสัยทัศน์เกี่ยวกับ smartphone ใน Business Week…

Andy บอกว่า smartphone ในยุคต่อไปจะใช้ประโยชน์จากการ personalize และ location ของผู้ใช้ (ตอนนั้นปี 2003 นะครับ) หลังจากให้สัมภาษณ์ไป 2 เดือน Andy Rubin ซึ่งกำลัง Hot เรื่อง Smartphone ก็ออกมาตั้งบริษัทใหม่ ชื่อ “Android Inc.”

 

 

เรื่องราวของบริษัท “Android Inc.” ในช่วงนั้นไม่มีใครรู้เรื่องนัก รู้กันแต่ว่าบริษัทนี้ทำซอฟต์แวร์สำหรับโทรศัพท์มือถือ…

ผ่านไปไม่ถึง 2 ปี กรกฎาคม 2005 ฟ้าผ่าเปรี้ยง… Google ประกาศซื้อ Android ไป โดยไม่บอกมูลค่า ให้เหตุผลเพียงแค่ว่า Android มีคนที่ยอดเยี่ยม แน่นอนครับ คนๆนั้นเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Andy Rubin ซึ่งกูเกิ้ลให้เข้าไปนั่งตำแหน่ง director of mobile platforms ให้ Google พร้อมทีมงานเดิมของ Android ทั้งหมด

ตอนนั้นกูเกิ้ลกำลังมองตลาดโมบายครับ ออกมาพูดหลายรอบว่า “Mobile is the next frontier of Search” (สมรภูมิใหม่ของตลาด Search คือโทรศัพท์มือถือ) แต่ก็มองได้แค่นั้น ออกจะทำอะไรเพี้ยนๆด้วยซ้ำ เช่น ส่งคำตอบ search กลับไปทาง SMS เป็นต้น… ใครๆก็บอกว่า ดีแล้วที่เอ็งรู้จักซื้อ Andy Rubin เข้าไป ไม่งั้นคงทำอะไรเห่ยๆออกมาอีก…

Andy ลากคนทั้งทีมของ Android Inc. บวกกับพันธมิตรหลายคนจาก Orange และ WebTV เข้ามาเสริมทัพใน Google เป็นทิวแถว…ทั้งโลกจับตามองครับ…

แต่เหตุการณ์ก็เงียบสนิทไปถึง 2 ปี…เห็นมั้ยครับ ทุกอย่างต้องใช้เงินและเวลา เพื่อแลกของดีมีคุณภาพ Cheap-Good-Fast เลือกได้แค่สองอย่างจริงๆ

สิ่งที่พลิกความคาดหมายคือ Apple ดันออก iPhone ออกมาก่อนครับ ตาจ๊อบส์ประกาศเปิดตัวเดือนมกราคม 2007 และออกขาย ปลายมิ.ย. 2007 iPhone ออกมากลบกระแส “Google Phone” ไปอย่างไร้ร่องรอยเลยครับในปี 2007 ทุกสายตามองไปที่ Apple iPhone หมด… iPhone สนุกกับการกินตลาด smartphone สมัยใหม่ไป คริสต์มาสปีนั้น iPhone ทำสถิติใช้อินเตอร์เน็ตแซง Nokia ได้สำเร็จในคืนหลังวันคริสต์มาส

 

Phone ที่มีส่วนแบ่งไม่ถึง 1% มีคนใช้เข้า Internet มากกว่าโฟนที่มีส่วนแบ่ง 40% ในคืนเดียว…แน่นอนเว็บที่เข้ามากสุดคือ Google Search

ถ้าผมเป็น Google หรือ Andy ในคืนคริสต์มาสปีนั้น ต้องเป็นฝันร้ายของชีวิตแน่ๆ… มันคือวิสัยทัศน์ที่ทุ่มเทกันมาหลายปี ศาสดาทำพังหมดในคืนเดียว.

กูเกิ้ลจึงต้องประกาศตัว Android SDK เวอร์ชั่นแรกออกมาก่อนที่จะสายเกินไป ดูๆตอนนั้นยังไม่ค่อยพร้อมด้วยซ้ำครับ แต่คงรอไม่ได้แล้ว

Andy ให้สัมภาษณ์ในงานเปิดตัวว่า Android เป็นคอนเซปต์ใหม่ของโฟน…เค้าต้องการทำให้เป็น mobile mashup platform… ถ้าใครอ่านเรื่อง Hybrid App ที่ผมเคย LIVE ไปแล้วคงจะเห็นแล้วว่าวิสัยทัศน์ของตาจ๊อบส์ กับ Andy นี่พอฟัดพอเหวี่ยงกันจริงๆ

Android SDK คือชุดสำหรับเขียนโปรแกรมสำหรับเครื่อง Android ครับ วันเปิดตัวยังไม่มีโฟนซักตัว มีแต่ SDK ให้ดูและลองใน PC แต่อย่างไรก็ตามต้องบอกว่า developer ค่อนข้างเชื่อถือ Andy ทำให้ Android ได้รับการยอมรับ หลายบริษัทเริ่มโครงการทำซอฟต์แวร์โดยไม่เห็นโฟน

Android นั้นใช้ Linux Kernel ครับ เรียกได้ว่าเป็น Unix based เหมือนๆกับ iPhone ก็เลยมีศักดิ์ศรีและอนาคตสดใสคล้ายๆกัน…เรียกว่าคู่กัด ตอนนั้นมีคนเอา Linux Kernel มาทำโฟนอยู่สองเจ้าคือ LiMo Foundation และ Lips (Linux Phone Standards) Forums แต่ Android เลือกทำเองใหม่

ตรงนี้ Andy บอกว่าที่ทำเองเพราะต้องการผลักดันให้มีการผลิตโฟนจริงจึงต้องควบคุมให้ได้ทั้งหมด…เลยต้องทำเองทั้งตัว ทีนี้จะลากเอาคนมาช่วยทำโฟนได้ไง กูเกิ้ลกลัวคนจะครหา ก็เลยตั้งเป็นองค์กรกลางครับ ชื่อ Open Handsets Alliance มีบริษัทสมาชิก 44 บริษัท เน้นว่า Android เป็น Open platform และฟรี ชักชวนให้คนมาผลิตเยอะๆ จะได้ช่วยกันถล่ม iPhone ให้ราบคาบ…

หลายคนสงสัยว่าถ้ามันฟรีแล้ว Google ทำไปทำไม ได้ประโยชน์อะไร…

กูเกิ้ลมีวิสัยทัศน์ว่าจะ “Organize the world’s information and make it universally accessible” คือจะจัดการข้อมูลของทั้งโลกและให้คนเข้าถึงได้ โทรศัพท์เป็นช่องทางหนึ่งที่สำคัญของการเข้าถึงข้อมูล ดังนั้นกูเกิ้ลต้องหาทางควบคุมช่องทางนี้ให้ได้ ไม่ไว้ใจ Apple กับ Nokia ว่างั้นเหอะ… กูเกิ้ลต้องแน่ใจว่าผู้คนจะสามารถเข้าถึงข้อมูลผ่าน search engine ของตัวเองได้จากทุกหนทุกแห่ง และทุกอุปกรณ์ (และเห็นโฆษณาด้วย)

ที่นี้ไอ้การให้คนมาผลิตเครื่องมากๆนี่ มันก่อให้เกิดปัญหาหนึ่งคือทำให้ระบบมันหลากหลาย (Fragmented Environment) ซึ่งปัญหานี้ฆ่า Windows Mobile มาแล้ว

ผู้ผลิตต้องแข่งขันกัน ก็จะพยายาม differentiate สินค้าให้มากที่สุด ควบคุมได้ยากลำบาก iPhone แก้ปัญหานี้โดยไม่ให้ใครผลิต ตัวเองทำเองคนเดียว ถ้าคนผลิตมาก ทั้งผู้ผลิตและ Operator จะปรับเครื่องให้มันแตกต่างกันไปเรื่อยๆ เช่น HTC มี UI ของตัวเอง (Sense), ซัมซุงก็มีของตัวเอง (TouchWiz)

การทำแบบนี้ก็เพื่อให้ Brand ของผู้ผลิตสำคัญขึ้นกว่า Brand ของ platform ครับ เรียกว่า “Brand Dilution” – การเจือจาง brand

อย่างไรก็ตาม Google และ Andy Rubin ก็ลากเอา Android ขึ้นมจนสำเร็จจนปัจจุบันกลายเป็นสมาร์ทโฟนที่ยอดขายสูงสุดไปแล้ว นำห่าง Apple iPhone ไปเกือบ 6 เท่า….

 

 

ช่วงที่ Android เปิดตัวเป็นปลายปี 2007 Windows Mobile กำลังเริ่มเซจากกระแสไอโฟน มีรายงานว่าลูกค้าของ Verizon คืนเครื่อง Windows Mobile สูงมากถึง 25%

คนเริ่มไม่ชอบ Windows Mobile ครับ เพราะมีข้อจำกัดมากเมื่อเทียบกับ Unix based แบบ iPhone ไมโครซอฟต์ก็เริ่มเดือดร้อน developer ก็โดดหนีกันแล้ว…

สองเดือนหลังจากนั้น กุมภาพันธ์ 2008 ไมโครซอฟต์ก็ประกาศซื้อ Danger ครับ…เรียกว่า ซากที่ Andy ทิ้งไว้ก็เอาวะ.. ตอนนั้น MS กำลังเซจริงๆครับ ยอด Windows Mobile มันร่วงแบบไม่เห็นพื้นเลยจริงๆตอนนั้น…แถม Android ออกมาอีก ก็เลยรีบซื้อ Danger ไว้ก่อน…

Danger ตอนนั้น ไม่มี Andy มาหลายปี ก็ขาดทุนหนักขึ้นเรื่อยๆครับ เห็นมั้ยครับ คนนั้นสำคัญกว่าเทคโนโลยีและ Brand … ได้ผลครับ พอไมโครซอฟต์ซื้อ Danger คนก็หันมามองทันที เพราะนั่นแปลว่า Microsoft จะเริ่มยุคของ Unix based phone กับเค้าซะที…

มีคนเดาไปต่างๆครับว่า Microsoft จะดำเนินแผนการโมบายของตัวเองต่อไปอย่างไร หลังจากซื้อ Danger เข้าไป เพราะยังไงทีมนี้ก็ไม่ใช่กระจอกซะทีเดียว

มีสองทางคือทำโฟนเอง (ไหนๆ Danger ก็มีโฟนอยู่แล้ว) อันนี้ชนกับไอโฟนแบบตัวต่อตัว หรือทำแบบ Windows Mobile คือให้คนอื่นผลิต อันนี้ชน Android

หลังจากนั้นก็มีภาพหลุดของโฟนใหม่ของ Microsoft ออกมาครับ มีรหัสเรียกขานว่า “Pink” มีรูปให้ดู http://bit.ly/2Q4WWx

 

เห็นรูป Pink แล้ว นักวิจารณ์ก็หัวเราะกร๊ากก…นี้หรือวะ Microsoft Phone…นี่มันเต่าชัดๆ ก็เลยพากันเรียกว่า Turtle และมันก็เป็นชือทางการด้วย

คนพากันเข้าใจว่า Microsoft เอา Danger ไปผสมกับ Zune และ Windows Mobile เพื่อทำ Windows Mobile 7 (Windows Phone ในปัจจุบัน) ครับ…แต่จริงๆกลับไม่ใช่..

ตอนปี 2007 ที่ไมโครซอฟต์เซจากแรงกระแทกของไอโฟน มีการเปลี่ยนตำแหน่งผู้บริหารครับ เอา Roz Ho หัวหน้าทีม MacBU มานั่งที่แผนก WinMo/Pink/Zune อีตา Roz Ho คุมซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟต์เวอร์ชั่นสำหรับ Mac อยู่ครับ ย้ายมา Entertainment & Devices division ในปี 2007 แผนกนี้คุมโมบายกับ xbox

คงเดาออกนะครับ เซมาจาก Apple ก็เลยย้ายคนที่ “รู้เรื่อง” เกี่ยวกับ Apple ดีที่สุดมาคุม แต่ตรงนี้พลาดอย่างแรงครับ…

ร่ำลือกันว่า Ho ไม่ค่อยรู้เรื่องโฟน และไม่ค่อยเขื่อทีม Danger ซึ่งชำนาญกว่า แถมแยก Danger Team ออกจาก Windows Mobile และ Zune โดยเด็ดขาด Ho คิดจะทำโทรศัพท์ที่มีทั้ง CDMA/EVDO และ UMTS/HSPA ในเครื่องเดียวกัน โดยไม่ฟัง Danger Team บอกว่ามันใช้ชิพและเสาอากาศต่างกัน

Ho ยังสั่งให้ Sharp ทำเครื่องต้นแบบของ pink ออกมา โดยคิดแต่เรื่องหน้าตา (ซึ่งผมว่าห่วย) ไม่ได้ดู features เลยด้วยซ้ำ…

บรรดา Danger Team ก็เลยทะยอยลาออกครับ แล้วก็มาแฉเรื่องต่างๆจนเริ่มเป็นที่รู้กัน…

สิ่งที่ Ho ทำ ทำให้ พันธมิตรเก่าแก่ของ Danger เริ่มไม่ค่อยชอบ ยิ่งทำให้ server Sidekick ล่มหลังจากที่ซื้อ Danger ไปบริหารยิ่งทำให้ไม่พอใจหนัก Verizon เองก็เริ่มไม่ชอบใจ เพราะลูกค้าคืนเครื่อง Windows Mobile เยอะเหลือเกิน

ตอนนั้นโชคดีที่ไมโครซอฟต์มีพันธมิตรแบบ HTC ที่ช่วยออก HD2 ที่ยอดเยี่ยมออกมา Microsoft เละเป็นโจ๊กแน่ๆ เรียกว่า HTC ช่วยมากๆเลยครับ เครื่อง HD2 ยังคงเป็นเครื่องในตำนานของบรรดา Hacker นักปรุงรอมทั้งหลายมาจนถึงทุกวันนี้

Ho วางกลยุทธ์ที่ไม่มีใครเดาออก ดูเหมือนจะผลิต Turtle เองในรูปแบบเดียวกับ Apple ผลิตไอโฟน และทำ Zune มาแข่ง iPod แล้วก็เอา Windows Mobile แข่ง Android

คนเริ่มสงสัยต่ออนาคตของ Windows Mobile 7 ซึ่งตอนแรกคิดว่าเป็น Danger Team เข้ามาช่วยทำ แต่กลับไม่ใช่…ยังเป็นทีม Windows Mobile เดิม ในตอนนั้นไมโครซอฟต์ออกมายืนยันว่าใช้คนถึง 1,000 คนครับในการพัฒนา Windows Mobile 7 ให้ออกในปลายปี 2010

จากนั้น Pink ก็ไปไม่รอดครับ… Windows Mobile 7 ก็เติบโตต่อมาเป็น Windows Phone 7 และ 8 ในเวลาต่อมา เรื่องราวตรงนี้จะมาเล่าให้ฟังวันหลัง…