หรือจะถึงเวลาที่ระบบสุริยะจะกลับมามีดาวนพเคราะห์ (ครบ 9 ดวง) อีกครั้ง เมื่อทีมนักวิจัยจาก Caltech พบหลักฐานการมีอยู่จริงของดาวเคราะห์ดวงใหม่

นักวิจัยจาก Caltech ตั้งชื่อเล่นให้ดาวเคราะห์ดวงใหม่นี้ว่า ดาวเคราะห์ 9 หรือ “Planet 9” เพราะหลังจากดาวพลูโตถูก IAU “ปลด” ไปเป็นดาเคราะห์แคระเมื่อปี 2549  ระบบสุริยะของเราก็คงเหลือดาวเคราะห์แท้ๆเพียง 8 ดวงเท่านั้น เรียงตามลำดับห่างจากดวงอาทิตย์คือดาวพุธ ศุกร์ โลก อังคาร พฤหัส เสาร์ ยูเรนัส และเนปจูนเป็นดวงสุดท้าย แต่ล่าสุด ไกลจากดวงอาทิตย์ออกไปอีก 20 เท่าของระยะดาวเนปจูน นักวิจัยพบหลักฐานว่าน่าจะมีดาวเคราะห์ขนาดยักษ์อีกดวงปรากฏอยู่

Mike Brown หนึ่งในทีมวิจับของ  Caltech กล่าวว่านี่่เป็นครั้งแรกในรอบ 150 ปีที่เรามีข้อสมมุติฐานชัดเจนจากที่คาดเดากันไปต่างๆนานาเรื่องดาวเคราะห์ดวงใหม่ เขาและ Konstantin Batygin เพื่อนร่วมทีมได้ใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์และแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ในการคำนวนหาหลักฐานในการมีอยู่ของดาวเคราะห์ยักษฺนี้ ทั้งที่ยังไม่มีการส่องพบจริงๆด้วยกล้องโทรทรรศน์ใดๆ

Mike Brown และเพื่อนตั้งข้อสงสัยมาตั้งแต่เมื่อมีการค้นพบดาวเคราะห์แคระเซ็ดนา ( Sedna ) เมื่อปี 2003 ในเวลานั้นตัว Brown  เองก็เป็นหนึ่งในทีมผู้้คนพบเซ็ดนาด้วย ดาวเคราะห์แคระเซ็ดนามีขนาดเล็กกว่าพลูโต และอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ในวันที่ค้นพบ  86AU หรือ 86 เท่าของระยะห่างของโลกจากดวงอาทิตย์ แต่จริงๆวงโคจรของเซ็ตนาเป็นวงรีที่ยาวออกไปไกลมาก ระยะห่างนี้ทำให้ดาวเคราะห์แคระเซ็ดนาถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม KBO หรือวัตถุในแถบไคเปอร์ (แถบหินนอกวงโคจรพลูโต) และเซ็ตใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบถึง 11,400 ปี ขณะที่ดาวพลูโตใช้เวลา 248 ปี

ประเด็นมันอยู่ตรงที่ หลังจากพบเซ็ตนา่ Mike Brown และทีมงานก็พบดาวเคราะห์แคระในกลุ่ม KBO อีกในปีต่อๆมาเรื่อยๆอีกถึง 5 ดวง เช่น Eris ในปีเดียวกัยคือปี 2003 หรือ Makemake ในปี 2005 เป็นต้น ดาวเคราะห์แคระในกลุ่ม KBO ที่พบกลุ่มนี้ โคจรทำมุมกับเซ็ตนาแบบสมบูรณ์ถ้าวัดกับแนวระนาบของระบบสุริยะ อีกทั้งยังมีการเว้นระยะห่างสัมพันธุ์กันด้วย

เมื่อนำโมเดลมาคำนวน ปรากฏว่าดาวเคราะห์แคระในกลุ่ม KBO ทั้ง 6 ดวงรวมเซ็ตนา มีโอกาสน้อยกว่า .007% ที่จะเรียงตัวทำมุมและระยะห่างแบบบังเอิญ มันต้องมีอำนาจอะไรซักอย่างที่กระทำดาวเคราะห์แคระพวกนี้ และ Mike Brown เชื่อว่า มันคือแรงโน้มถ่วง

จากนั้นก็มีการสร้า่งแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ขึ้นมา ผลคือ “น่าจะเป็นไปได้อย่างยิ่ง” ที่จะมีดาวเคราะห์ขนาดยักษ์ มีมวล 10 เท่าของโลกโคจรอยู่ที่ระยะห่าง 600 AU ซึ่งมีผลให้โคจรครบ 1 รอบๆดวงอาทิตย์ทุกๆ  20,000 ปี

ส่วนเรื่องการกำเนิดของ ดาวเคราะห์ 9 นี้ ทาง Mike Brown เชื่อว่าเกิดมาพร้อมเพื่อนดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบสุริยะนั่นแหละ และเกิดในเวลาเดียวกัน ในวงโคจรที่เคยอยู่ใกล้ดาวแม่กว่านี้ จากนั้นถูกแรงอะไรซักอย่างเหวี่ยงออกไปไกลจนถึงตำแหน่งโคจรในปัจจุบัน

อ้างอิง http://www.caltech.edu/news/caltech-researchers-find-evidence-real-ninth-planet-49523
http://time.com/4184942/planet-9-new-pluto-solar-system/
เรียบเรียงโดย @MrVop