ผลวิจัยล่าสุดที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications บ่งชี้ว่า การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของไดโนเสาร์ปลายยุคครีเตเชียสมีจุดเริ่มต้นมาจากภาวะโลกร้อนเมื่อ 66 ล้านปีก่อน ภาวะโลกร้อนครั้งนั้นเกิดเป็นช่วงเวลายาวนานกว่า 150,000 ปี ส่งผลให้ไดโนเสาร์ล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่องจากสภาพบรรยากาศที่เลวร้าย และปิดท้ายด้วยการเข้าชนอุกกาบาตขนาดยักษ์จนเหล่าไดโนเสาร์หมดสิ้นไปจากโลกใบนี้

ภาวะโลกร้อนที่เป็นจุดเริ่มต้นนั้นเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาไฟ Deccan Traps ซึ่งเป็นเทือกเขาที่กลายเป็นอินเดียในทุกวันนี้  การระเบิดครั้งนั้นปลดปล่อยเเก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สซัลเฟอร์ออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกในปริมาณมหาศาล ทำให้เกิดสภาพเรือนกระจกขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็วมาก อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆจนเกิน 10°C จากจุดเริ่มแรกในเวลาไม่กี่ปี โดยทิ้งหลักฐานเอาไว้ในโมเลกุลของซากฟอสซิลของเปลือกหอยยุคโบราณที่ขุดพบมาจากเกาะ Seymour Island แถบขั้วโลกใต้

sample-1

ฟอสซิลจากการขุดค้นก่อนหน้านี้ในสถานที่อื่น มักมาจากชั้นหินสั่งสมของซากพืชซากสัตว์จากทั้งสองเหตุการณ์ที่มีความใกล้กันมากเกินไป ทำให้ยากจะแยกสภาพอากาศโลกใน 2 เวลาออกจากกันได้ แต่ครั้งนี้ทีมงานพบซากฟอสซิลจากชั้นหินที่ห่างกันถึง 40 เมตร ทำให้การเก็บหลักฐานไม่ปะปนกันและเป็นครั้งแรกที่สามารถศึกษาระดับอุณหภูมิในช่วงที่ไดโนเสาร์ใกล้สาบสูญจากโลกได้อย่างแม่นยำ

จากนั้นอีก 150,000 ปี อุกกาบาตขนาดยักษ์ใหญ่กว่า 10 กิโลเมตร ก็เข้าชนเปลือกโลกบริเวณคาบสมุทรยูคาทาน สภาพโลกที่เลวร้ายอยู่แล้วก็กลายเป็นผีซ้ำด้ามพลอย เกิดโลกร้อนซ้ำสอง สุดท้ายเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์เกือบทั้งหมด (ยกเว้นพวกที่วิวัฒน์เป็นนกและอีกบางกลุ่ม) ที่รอดตายจากแรงกระแทกแผ่นดินไหวและสึนามิของการเข้าชน ก็หมดสิ้นไปจากโลกใบนี้ด้วยสภาพโลกร้อนสองเด้ง ทับทวีคูณจนเกินจะอยู้ได้นั่นเอง

อ้างอิง http://news.nationalpost.com/news/world/mass-extinction-66-million-years-ago-caused-by-one-two-punch-of-volcanic-eruptions-and-meteorite-strike
เรียบเรียงโดย @MrVop