1 ใน 3 ของประชากรโลกติดเชื้อวัณโรค และมีการติดเชื้อใหม่เกิดขึ้นในอัตราหนึ่ง 1 คนทุกๆวินาที นับถึงปี พ.ศ. 2550 ประเมินว่ามีเคสผู้ป่วยที่มีอาการวัณโรคเรื้อรัง 13.7 ล้านเคส และใน พ.ศ. 2553 มีเคสใหม่ 8.8 ล้านเคส และผู้เสียชีวิต 1.45 ล้านราย ส่วนมากพบในประเทศกำลังพัฒนา

วิธีตรวจวินิจฉัยวัณโรคที่ใช้ในปัจจุบัน ต้องใช้ตัวอย่างเสมหะจากทางเดินหายใจ เเม้ว่าจะเป็นวิธีการตรวจที่แม่นยำสูงแต่ก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่นการเก็บตัวอย่างเสมหะจากเด็กเป็นเรื่องไม่ง่าย อีกทั้งวิธีการแบบนี้ก็ไม่อาจใช้แยกแยะได้ว่า ใครติดเชื้อแบบไม่แพร่เชื้อ ใครติดเชื้อแบบแพร่เชื้อ ใครเคยเป็นแต่หายแล้ว หรือใครได้รับวัคซีน BCG แล้ว

ล่าสุดทีมงานจากมหาวิทยาลัย Stanford ในแคลิฟอร์เนีย ได้พัฒนาวิธีการตรวจเชื้อวัณโรคที่มีความแม่นยำสูงขึ้น สามารถนำไปใช้ได้ในประเทศต่างๆ ที่ขาดแคลนที่พบการติดเชื้อวัณโรครายใหม่มากที่สุด นั่นคือการตรวจวัณโรคโดยการเจาะตัวอย่างเลือด

หลักการก็คือเมื่อคนเราติดเชื้อวัณโรคแบบแพร่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย เชื้อวัณโรคจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาแบบห่วงโซ่ในยีนจำนวนมาก ดังนั้นเราจึงตรวจวัณโรคจากเลือดได้

จากการเก็บตัวเลขพบว่า วิธีการนี้สามารถวินิจัยได้อย่างถูกต้องกว่า 86% ตัวอย่างจากจำนวนตัวอย่างเลือดทั้งหมด 1,400 ตัวอย่างที่เก็บมาจากผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อวัณโรคแบบแพร่เชื้อ และการตรวจนี้ยังมีความถูกต้องถึง 99% ในการวินิจฉัยกรณีที่เป็นการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง

เอกสารการศึกษานี้ตีพิมพ์ในวารสาร Thelancet
เรียบเรียงโดย @MrVop