แผ่นดินไหวเป็นเรื่องซับซ้อน แต่สิ่งที่ศาสตร์ของการศึกษาแผ่นดินไหวได้สอนเราตลอดมาหลายสิบปีคือ มันจะเกิดตรงรอยเลื่อนหรือใกล้รอยเลื่อนเสมอ

แต่จากแผ่นดินไหวขนาด 5.8 ที่เวอร์จิเนียในปี 2011  หรือ ขนาด 6.0 ที่ Northern Territory ประเทศออสเตรเลียเมื่อเดือน พ.ค. 2016 ที่ผ่านมา และยังมีอีกหลายครั้งทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกาใต้ ทำให้นักแผ่นดินไหวสงสัยเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการเกิดแผ่นดินไหวบริเวณกลางแผ่นเพลทไม่ใช่ขอบเพลทที่เป็นรอยเลื่อน ขัดแย้งกับสิ่งที่เรียนรู้กันมา

ทีมงานของ Philip Heron จากมหาวิทยาลัยโตรอนโต แคนาดา ใช้ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ Sci-Net ในการสร้างรูปแบบการเคลื่อนที่ของเปลือกโลกและชั้นบนของแมนเทิล (upper mantle) ในส่วนที่ไม่อยู่นิ่ง ทีมงานพบสิ่งที่เรียกว่า  “mantle scars” ซึ่งเหมือนรอยแผลเป็นที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกในยุคโบราณ ยุคที่โลกยังร้อนระอุทุกหนแห่งเต็มไปด้วยภูเขาไฟ ในช่วงเวลานั้น แผ่นเพลทจะปั่นป่วนชนกันไปมาตลอดเวลา แผ่นดินไหวเกิดไม่หยุดหย่อน จากนั้นก็เริ่มลดจำนวนและความถี่เมื่อโลกเย็นตัวลง รอยเลื่อนโบราณกลายเป็นสิ่งที่เปรียบได้กับรอยแผลเป็นที่ทุกวันนี้เงียบสงบแทบสังเกตไม่พบแล้ว (เส้นสีเหลืองในภาพบน) แต่ทีมงานได้ตั้งสมมุติฐานไว้ว่า หากมีพลังงานหรือการกระตุ้นที่เหมาะสม รอยแผลเป็นเหล่านี้จะ “ฉีกขาด” กลับมาเป็นแผลสดได้อีกครั้ง นั่นหมายถึงการเกิดแผ่นดินไหวในบริเวณที่ไม่น่าเกิด แบบที่ยกตัวอย่างมาด้านบน

 

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยมีทีมงานที่วิจัยการเกิดแผ่นดินไหวในลักษณะนี้ แต่มองในอีกมุมหนึ่ง  ซึ่งก็ต้องศึกษาส่วนนี้ต่อไปเพราะไม่แน่อาจต้้องมีการเปลี่ยนแปลงบทเรียนด้านแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ก็ได้

ที่มา http://www.iflscience.com/environment/hidden-mantle-scars-can-come-to-life-and-cause-earthquakes
อ้างอิง http://news.artsci.utoronto.ca/all-news/major-changes-geology-textbooks/
เรียบเรียงโดย @MrVop