เราอาจแก้ปัญหา “ยุคมืดทางการแพทย์” ได้ด้วยน้ำนมตุ่นปากเป็ด

ซูเปอร์บั๊ก คือชื่อเรียกเชื้อโรคที่ดื้อยาปฏิชีวนะทุกชนิด ที่แม้กระทั่งยาแรงๆอย่าง “โคลิสติน” ก็ฆ่าไม่ตาย อันจะนำโลกไปสู่ยุคมืดทางการแพทย์ วันหนึ่งในอนาคตที่แพทย์ไม่อาจจะผ่าตัดใดๆหรือแม้แต่ทำฟันก็ทำไม่ได้ เพราะคนไข้อาจตายจากการติดเชื้อได้ทุกเมื่อ

ตลอดเวลา่ที่ผ่านมาก็มีการพยายามเฟ้นหายาใหม่ๆจากเคมีที่ผสมขึ้นมา หรือจากธรรมชาติเช่นเห็ดพิษ หรืแแม้แต่เลือดของมังกรโคโมโดก็มีการพยายามวิจัยมาแล้วในปี 2017 ตามนี้

ก่อนหน้านั้นในปี 2010 ก็มีการค้นพบว่าน้ำนมของตุ่นปากเป็ดสามารถฆ่า “ซูเปอร์บั๊ก”  ได้เช่นกัน และตลอดช่วงที่ผ่านมาก็มีการค้นคว้าเจาะลึกหาองค์ประกอบในน้ำนมที่ว่าเพื่อทำความเข้าใจกลไกการทำงานเพื่อให้เราสามารถสร้างยาปฏิชีวนะรุ่นใหม่ที่โลกกำลังต้องการเป็นอย่างยิ่งขึ้นมาได้

ล่าสุดทีมงานขององค์การวิจัยทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ (CSIRO) ที่ออสเตรเลีย ได้พบคำตอบของปริศนานี้แล้ว นั่นคือ ในน้ำนมของตุ่นปากเป็ด ที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียง 1 ใน 2 ชนิดของโลกที่ออกลูกเป็นไข่นั้น มีส่วนประกอบของโปรตีนที่มีโครงสร้างแปลกประหลาดผสมอยู่ โปรตีนที่ว่านี้มีลักษณะเป็นเกลียวยาวคล้ายผมผู้หญิงที่ม้วนเป็นหลอด และมีรูปแบบการพับตัวไม่เหมือนกับโครงสร้างโปรตีนกว่า 1 แสนชนิดที่นักวิทยาศาสตร์รู้จักกันอยู่ในปัจจุบัน

_100433867_shirleytempleprotein

นักวิจัยตั้งชื่อเล่นให้กับโปรตีนชนิดนี้ว่า “เชอร์ลีย์ เทมเพิล” ตามชื่อของดาราเด็กชาวอเมริกันผู้โด่งดังในยุคทศวรรษที่สามสิบ ที่มีทรงผมม้วนเป็นหลอดหรือเป็นเกลียวแบบนี้ ผลการศึกษานี้ ตีพิมพ์เผยแพร่ลงในวารสาร Structural Biology Communications

สาเหตุที่น้ำนมตุ่นปากเป็ดมีโปรตีนพิเศษเช่นนี้ก็มาจากวิวัฒนาการเพื่อความอยู่รอด เนื่องจากหัวนมของสัตว์อื่นเป็นระบบปิดที่ลูกของสัตว์นั้นสามารถอมเข้าไปได้ แต่ตุ่นปากเป็ดไม่มีหัวนม มันใช้วิธีหลั่งน้ำนมท้องผ่านทางท่อเล็กๆออกมาไว้ที่หน้าท้องเพื่อให้ลูกกิน วิธีแบบนี้แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า ลูกตุ่นเสี่ยงต่อการติดเชื้อร้ายในสิ่งแวดล้อมแค่ไหน ธรรมชาติจึงสร้างโปรตีนทีทำหน้าที่เหมือนยาฆ่าเชื้อโรคชนิดพิเศษผสมเอาไว้ให้ในน้ำนม ทำให้มันสามารถดำรงเผ่าพันธุ์สืบต่อมา

ที่ต้องทำกันต่อไปอย่างเรงด่วนคือผลิตยาเลียนแบบการทำงานของโปรตีน  “เชอร์ลีย์ เทมเพิล” ให้สำเร็จโดยเร็ว ก่อน ซูเปอร์บั๊ก” จะครองโลก

เรียบเรียงโดย @MrVop

*เครดิตภาพประกอบจาก BBC