ดอนน่า สตริคแลนด์ (Donna Strickland)  คือชื่อของผู้หญิงคนที่ 3 ของโลกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีนี้ (2018) หลังจากเวลาผ่านไปเนิ่นนานถึง 55 ปี โดยมีผู้หญิงเพียง 2 คนเท่านั้นที่เคยได้รับรางวัลโนเบลสาขานี้  นั่นได้แก่ มารี สโคลโดว์สกา คูรี (Marie Sklodowska Curie) หรือที่เรารู้จักเธอในชื่อ “มารี คูรี” ในปี 1903 และ มาเรีย โกเอปเพิร์ต-ไมเออร์ (Maria Goeppert-Mayer) ในปี 1963 มันนานจนขนาดที่ว่า เมื่อดอนน่า สตริคแลนด์ รู้ว่ากำลังจะได้รับรางวัลนี้ ถึงกับเอ่ยปากออกมาอย่างแปลกใจว่า “มีแค่นั้นเองเหรอ ฉันคิดว่าน่าจะมีมากกว่านั้นเสียอีก” ทั้งนี้เพราะเท่าที่ผ่านมาในวงการฟิสิกส์ก็มีนักวิทยาศาสตร์หญิงทำงานชั้นแนวหน้าอยู่ด้วยจำนวนไม่น้อยกว่าวิทยาศาสตร์ชาย แต่เปอร์เซนต์ของผู้ได้รับรางวัลกับห่างกันจนเทียบกันไม่ได้ (รวมของปีนี้แล้วคิดเป็น 1.4%)

ศาสตราจารย์ ดร.ดอนน่า สตริคแลนด์ (ยศเต็ม) ทำงานร่วมกับศาสตราจารย์ ดร.จีฮารด์ มูรู (Gérard Mourou) ชาวฝรั่งเศสในการพยายามเพิ่มความเข้มของเลเซอร์ให้มีพลังงานสูงขึ้นกว่าที่เคยมีมา โดยการใช้เทคนิคยืด ขยาย และบีบอัดจนเลเซอร์มีความถี่สูงขึ้นถึงระดับเฟมโตวินาที กลายเป็นเลเซอร์ทรงพลังมีความแม่นยำสูง ที่นำไปใช้งานได้หลากหลายในการเจาะตัดวัตถุที่มีความละเอียดอ่อนเช่นการผ่าตัดดวงตา รวมถึงการใช้งานในวงการอื่นเช่นอุตสาหกรรมสมัยใหม่และวงการสำรวจอวกาศ เป็นต้น เทคนิคดังกล่าวเรียกว่า Chirped Pulse Amplification (CPA)

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์อีก 1 ท่านในรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ของปีนี้ นั่นคือ ดร. อาร์เธอร์ แอชกิน ชาวอเมริกัน ในผลงานการคิดค้น “คีมจับเชิงแสง” (Optical tweezers) ซึ่งเป็นการใช้ลำแสงเลเซอร์ในการ “จับ” วัตถุขนาดเล็กในระดับนาโนเมตร เช่นเซลล์สิ่งมีชีวิต ไวรัส แบคทีเรีย แม้กระทั่งอะตอมและอนุภาคต่าง ๆ ให้นิ่งอยู่กับที่ในตำแหน่งหนึ่ง หรือ “จับและย้าย” วัตถุขนาดเล็กนี้ไปไว้ในอีกตำแหน่งหนึ่ง ไม่ต่างจากการใช้คีมหยิบจับสิ่งของนั่นเอง

นักวิทยาศาสตร์ชาย 2 หญิง 1 จะแบ่งปันเงินรางวัลโนเบลจำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วยกัน

เรียบเรียงโดย @MrVop