ปัญหาโลกร้อนนับวันยิ่งรุนแรง การตรวจวัดปริมาณคาร์บอนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกสำคัญโดยปกติใช้สถานีวัดในเกาะฮาวาย แต่เมื่อปีที่แล้ว นาซาได้ส่งยาน Orbiting Carbon Observatory-2 หรือ OCO-2 ขึ้นวงโคจร เพื่อตรวจวัดปริมาณของ CO2 จากด้านบนของชั้นบรรยากาศโลก

ยาน  OCO-2 จะโคจรรอบโลก 14.5 รอบต่อวัน ส่งข้อมูลปริมาณ COในชั้นบรรยากาศโลกมาให้นาซาตลอดเวลาผ่านการวัดค่าการสะท้อนความร้อนจากแสงแดดในชั้นบรรยากาศด้วยสเปคโตรมิเตอร์

ภาพเคลื่อนไหวด้านบนคือผลการวัดปริมาณ COในชั้นบรรยากาศโลกเป็นระยะเวลา 1 ปี กล่าวคือวัดจากช่วงวันที่ 6 กันยาน 2014 ถึงวันที่ 6 กันยายน 2015 โดยวัดจากค่าปริมาเริ่มต้น 390 ppm ถึงสูงสุด 405 ppm แยกความเข้มจากเหลืองไปแดงในภาพ ส่วนบริเวณที่ไม่มีสี นั้นไม่ใช่ว่าไม่มี COแต่หมายถึงปริมาณ COไม่ถึง 390 ppm (ส่วนในล้านส่วน) ซึ่งปริมาณ COในชั้นบรรยากาศโลกนั้นได้เกิน 280 ppm มาตั้งแต่เริ่มต้นยุคอุตสาหกรรมแล้ว

จากภาพเคลื่อนไหวเราพบว่าในช่วงหน้าหนาวของซีกโลกเหนือ ซึ่งตรงกับช่วงหน้าร้อนในซีกโลกใต้ ปริมาณ COในชั้นบรรยากาศฝั่งซีกโลกเหนือจะเพิ่มขึ้นไปที่จุดสูงสุด เนื่องจากต้นไม้มีกิจกรรมน้อยลง ขณะที่ซีกโลกใต้มีแสงแดดต้นไม้มีกิจกรรมมากรวมทั้งแพลงตอนพืชตามผิวทะเลก็ดูดซับคาร์บอนมาก พอเปลี่ยนฤดู ปริมาณCOในชั้นบรรยากาศก็จะสลับกัน ย้ายจากเหนือไปใต้ โดยปริมาณจะลดลงราว 2-3% ในช่วงต้นของการเปลี่ยนฤดู

ข้อมูลที่ได้จากยาน Orbiting Carbon Observatory-2 ทำให้เราทราบความสำคัญของพืชในการลดปริมาณ COในชั้นบรรยากาศโลกและทราบความเป็นจริงว่า  COในชั้นบรรยากาศโลกเพิ่มขึ้นตลอดจากกิจกรรมของมนุษย์ เป็นการสนับสนุนให้เพิ่มปริมาณพืชและลดการเผาป่า ลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคอุตสาหกรรมลง ก่อนภูมิอากาศโลกจะแย่จนแก้ไม่ไหว

อ้างอิง http://earthobservatory.nasa.gov/IOTD/view.php?id=87146&src=twitter-iotd
เรียบเรียงโดย @MrVop