ตามรายงานของ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก  หรือ WMO  ระดับความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ CO₂ ในชั้นบรรยากาศโลกเมื่อปีที่แล้ว หรือปี 2016 เพิ่มสูงขึ้น 50% จากระดับเฉลี่ยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา คือที่  403.3 ส่วนในล้านส่วน (ppm) เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2015 ซึ่งวัดได้ที่ 400 ส่วนในล้านส่วน ทำให้ชั้นบรรยากาศโลกมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในรอบ 8 แสนปี

ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ CO₂ ในชั้นบรรยากาศโลกปีนี้ หรือ 2017 ก็ไม่ได้น้อยลง ล่าสุดว่าค่าเมื่อวันที่ 7 พ.ย.60 ที่ผ่านมา มีปริมาณอยู่ที่ 403.97 ส่วนในล้านส่วน (ppm) มากกว่าปี 2016 ขึ้นไปอีก

ในช่วง 70 ปีที่ผ่านมา ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นมากเกือบ 100 เท่า จากระดับในช่วงสิ้นสุดยุคน้ำแข็ง และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของระดับคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซชนิดอื่นเช่น ก๊าซมีเทน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ อาจทำให้ระบบภูมิอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงที่คาดการณ์ไม่ได้ สาเหตุเนื่องจากเรายังไม่เคยพบปรากฏการณ์ที่ CO₂ ในชั้นบรรยากาศโลก พุ่งสูงแบบนี้มาก่อน จึงไม่มีแบบจำลองเอาไว้ให้ใช้คาดเดาผลกระทบของ CO₂ ในชั้นบรรยากาศโลก แต่หากศึกษาย้อนกลับไปในยุค ไพลโอซีน เมื่อ 3-5 ล้านปีก่อน ผลของ CO₂ ที่มีมากเกินในชั้นบรรยากาศโลกจะทำให้สภาพภูมิอากาศอุ่นขึ้น 2°C-3°C จนเกิดการละลายของแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกตะวันตกเป็นผลให้น้ำทะเลเวลานั้นสูงขึ้น 10-20 เมตร และหากสิ่งนี้เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน นั่นคือหายนะครั้งใหญ่

แม้การรณรงค์ช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะทำให้มีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปสู่ชั้นบรรยากาศโลกได้บ้างในการเก็บตัวเลข แต่ก็ยังไม่ได้ลดปริมาณของก๊าซในภาพรวมซึ่งยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และบางทีหนทางการรับมืออาจต้องทำคู่ขนานกันไปคือนอกจากลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปสู่ชั้นบรรยากาศโลกแล้วยังต้องเตรียมรับมือผลกระทบเช่นการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลไปพร้อมๆกันด้วย ซึ่งหลายประเทศได้มีการดำเนินการไปบ้างแล้ว แต่บางประเทศ โดยเฉพาะแถวนี้ ยังไม่ขยับเลย

อ้างอิง http://www.bbc.com/news/science-environment-41778089
http://www.iflscience.com/environment/atmospheric-co2-levels-highest-800000-years/
เรียบเรียงโดย @MrVop