เป็นเวลากว่า 60 ปีหลังจากที่โครงการวิจัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชันได้เริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1955 หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์พบว่าพลังงานไฟฟ้าที่สามารถผลิตขึ้นจากปฏิกิริยาดังกล่าวนั้นมากกว่าที่ได้จากปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิชชันที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน แต่หนึ่งในปัญหาหลักของปฏิกิริยาแบบฟิวชันคือความร้อนที่ใช้ในการก่อปฏิกิริยานั้นสูงเกินกว่าที่วัสดุใดๆในโลกสามารถทนได้ ทำให้ความก้าวหน้าของโครงการวิจัยดำเนินไปช้ากว่าที่ควรเป็น

ในการก่อปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันขึ้นมานั้น นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องสร้างเตาปฏิกรณ์ที่สามารถกักเก็บอุณหภูมิหลายสิบล้านองศาไว้ เนื่องจากในการก่อปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันจำเป็นต้องใช้อุณหภูมิที่มากถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส ทำให้เตาปฏิกรณ์ต้องทนต่อความร้อนค่าดังกล่าวได้ โดยนักวิทยาศาสตร์จะอาศัยสนามแม่เหล็กแรงสูงมาทำหน้าที่ในการเก็บพลาสม่าความร้อนสูงที่ใช้ในการก่อปฏิกิริยาเอาไว้แทนที่จะใช้วัสดุทั่วไป ทำให้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันที่กำลังอยู่ในขั้นทดสอบทั่วโลกนั้นจะถูกออกแบบมาให้สามารถสร้างสนามแม่เหล็กทรงกลมที่สามารถกักเก็บพลาสม่าได้ โดยเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันนั้นจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่คือ tokamak และ stellarator   ซึ่งจากการทดลองที่ผ่านมากว่า 60 ปียังไม่มีใครประสบความสำเร็จในการควบคุมปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันได้อย่างสมบูรณ์ แต่ตลอดเวลาที่มีการพัฒนาโครงการดังกล่าวนักวิทยาศาสตร์ก็ได้เข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อไม่นานมานี้ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันสัญชาติเยอรมันอย่าง Wendelstein 7-X (W7-X) ซึ่งเป็นปฏิกรณ์แบบ stellarator ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถสร้างสนามแม่เหล็กที่มีความซับซ้อนสูงที่ใช้ในการกักเก็บพลาสม่า ได้ทำลายสถิติที่เคยมีมาทั้งหมดของปฏิกรณ์ฟิวชันทั่วโลก โดยสามารถกักเก็บพลาสม่าความร้อนสูงกว่า 40 ล้านองศาเซลเซียสได้นานถึง 26 วินาที ซึ่งนานกว่าการทดลองครั้งก่อนถึง 6 วินาที

แม้ว่าในตอนนี้เราอาจยังไม่สามารถกักเก็บอุณหภูมิของพลาสม่าได้มากถึง 100 ล้านองศาตามที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการเพื่อใช้ในการก่อปฏิกิริยานิวเคลียร์ แต่หากในอนาคตสามารถทำได้สำเร็จ เราทุกคนก็จะได้มีพลังงานสะอาดที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการอันไม่ที่สิ้นสุดของมนุษย์ได้ เนื่องจากเมื่อเทียบพลังงานจากนิวเคลียร์ฟิวชันกับพลังงานสะอาดอื่นๆเช่นลมหรือแสงอาทิตย์แล้ว ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันที่ใช้แค่ไฮโดรเจนในอากาศเป็นวัตถุดิบนั้นสามารถให้พลังงานออกมาในปริมาณที่มากกว่านับพันเท่าเลยทีเดียว

ที่มา iflscience.com
เรียบเรียงโดย @MrVop