เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2015 ที่ผ่านมา ลุงไปฟัง Smart Nation Innovation Conference ที่สิงคโปร์มา เสียเงินค่าเข้าไปสองร้อยกว่าเหรียญสิงคโปร์ เพื่อจะได้ฟังว่าเค้าไปถึงไหนกันแล้ว เทียบกับเศรษฐกิจดิจิทัลของเราแล้วเป็นยังไง ใครนำใครกี่ปีกี่ชาติ จะได้รู้แจ้งเห็นจริง

ลุงขอรายงานในแบบของลุงคือต้องขุดประวัติความเป็นมามาเล่าให้ฟังให้หมดก่อน เพื่อจะได้เข้าใจว่าเรื่องราวต่างๆเป็นมายังไง จึงจะต่างจากรายงานข่าวทั่วไป และคงต้องเล่าเป็นตอนๆไปหลายตอน ใครชอบก็อ่าน ใครไม่ชอบก็ไม่ต้องบ่น

ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา สิงคโปร์มีแผนพัฒนาประเทศที่เรียกว่า Inteligent Nation 2015 ซึ่งขับเคลื่อนโดย IDA (Infocomm Development Authority of Singapore)

IDA นี่คงเทียบกับบ้านเราประมาณ สวทช. + ซิป้า ได้ (ผิดถูกยังไงไม่รู้ ไปเถึยงกันเอาเอง)

แผนพัฒนาที่ว่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้สิงคโปร์สามารถเป็นประเทศที่มีความพร้อมและเป็นแหล่งของเทคโนโลยี, โครงสร้างพื้นฐาน, กำลังคนที่มีคุณภาพ และธุรกิจขนาดใหญ่

แผนดังกล่าวสิ้นสุดลงในปีนี้ (2015) และสิงคโปร์ประกาศความสำเร็จในแผนดังกล่าว และได้กำหนดวิสัยทัศน์ใหม่เรียกว่า “Smart Nation”

คราวนี้มาใหม่ใหญ่กว่าเดิม ไม่ได้แค่ขับเคลื่อนด้วย IDA แล้ว แต่ตั้งสำนักงานใหม่ เรียกว่า “Smart Nation Programme Office” ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประสานงานและกำกับองค์กรสนับสนุนทั้งหลาย เรียกง่ายๆว่าใหญ่กว่า IDA อีก รวบเอา Agency ทั้งหลายที่สังกัดกระทรวงต่างๆเข้ามาไว้ด้วยกันภายใต้องค์กรนี้ที่เดียว

เป้าหมายคือการทำให้สิงคโปร์เป็น “Smart Nation” (จริงๆก็คือ Smart City นั่นแหละ เพราะเค้ามีเมืองเดียว) ที่ทำให้ผู้คนที่อยู่ในสิงคโปร์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

ก่อนหน้างาน conference สองวัน ฯพณฯ ลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้ปาฐกถาเรื่อง Smart Nation ไว้ยาวเหยียด ดูได้จากวิดีโอนี้

กลับมาเล่าเรื่อง Smart Nation Innovatives Conference 2015 ที่ลุงไปฟังต่อ… งาน conference นี้มีคนสนใจกันมาก เพราะประกาศเลยว่าเกี่ยวกับ IoT คนมากันล้นหลาม จนต้องประกาศหยุดรับลงทะเบียนที่หน้างาน เพราะห้องเต็ม ค่าเข้าก็ไม่ใช่ถูกๆนะ คนละสองร้อยกว่าเหรียญทีเดียว งานนี้ลุงไปเองไม่มีใครส่งไป อยากเผือกส่วนตัวล้วนๆ

บทความนี้ขอสรุปเฉพาะที่คุณ Steve Leonard ซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการ IDA พูด จริงๆ IDA นั้นเรียกได้ว่าอีตาสตีฟนี่แหละเป็นคนบริหารและกำหนดนโยบาย แต่ตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการเพราะผิวแกขาวเท่านั้นเอง

งานนี้มีสิ่งที่สิงคโปร์ยังไม่เจริญมากคล้ายๆกับบ้านเราคือ เก้าอี้สามแถวแรกมีป้ายติดว่า “VIP” ห้ามคนธรรมดากับกระเหรี่ยงอย่างลุงนั่งเด็ดขาด ทำให้ลุงต้องไปนั่งเบียดหมวยสิงคโปร์ที่แถวที่สี่ ซึ่งก็อยู่หน้าพอที่มีเพื่อนชาวสิงคโปร์แนะนำให้รู้จักกับคุณสตีฟ และได้จับมือแกเท่ๆหนึ่งครั้ง อย่างน้อยแกก็ได้ทราบว่ามีคนไทยไปฟังแกด้วยอย่างน้อยก็คนนึงแหละ

 

การจะเป็น Smart Nation ได้นี่ตาสตีฟแกบอกว่า สิ่งแรกที่ต้องมีคือ “Connectivity” ซึ่งในขณะที่เน็ตลุงมาๆหายๆอยู่ที่คอนโดในกรุงเทพฯ ที่สิงคโปร์เค้ากำลังทำ Internet สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง (ไม่ใช่ในนัยยะของ The Internet of Things นะครับ แต่หมายถึง connectivity ที่ support ทุกอย่าง)

“Everyone, Everything, Everywhere” All the Time Connectivity (E3A)

 

แล้วก็ประกาศศักดาว่าได้ทดลองติดตั้ง Sensor สารพัดมากมายจำนวนหลายสิบล้านตัวและทดลองเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลดูแล้วด้วย

 

แนวคิดของ IDA คือ ต้องการทดลองก่อน โดยกำหนดว่าปี 2015 นี้เป็น “The Year of Prototyping” คือทดลองให้หมด ติดตั้ง sensor เยอะๆ ลองเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลดู ทดสอบการเชื่อมต่อ แล้วจึงค่อยพัฒนาต่อ ฟังแล้วก็หนาวครับ แค่เค้าทดลองก็นำเราไปไกลโขแล้ว

ภายในสิ้นปีนี้จะมีการวาง Network ทั้งมีสายไม่มีสาย ติดตั้ง sensor ทดลองเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล แล้วจึงค่อยไปสู่ phase ที่สองที่จะมีการเอาเทคโนโลยีต่างๆมาใช้อย่างจริงจัง

การ connectivity แบบ E3A (Everyone, Everything, Everywhere, All the Time) นี้ IDA ตั้งเป้าให้ทุกอย่าง “Always online” โดยเรียก network นี้ว่า “HETNET” (Heterogenous Network) ตั้งเป้าว่าภายในปีนี้ทุกหนทุกแห่งจะ always online หมด คำว่า “ทุกหนทุกแห่ง” แปลว่า รวมทั้งในลิฟท์, ในปล่องบันไดหนีไฟ, ในตึก, ในบ้าน, ป้ายรถเมล์, สถานีรถไฟฟ้า, บนรถไฟฟ้า ฯลฯ ทุกหนทุกแห่งจริงๆ ไม่ใช่พูดเล่นๆแบบบ้านเรา

และไม่ใช่แค่ “มีเน็ต” แต่ตั้งเป้าว่า ต้องสามารถ stream video ได้ทุกหนทุกแห่ง ซึ่งตอนนี้ก็ได้เห็น public WiFi ทั่วไปหมดแล้วในสิงคโปร์

การที่กำหนดนโยบาย E3A นี้ไม่ใช่มีไว้ให้คนสิงคโปร์ได้ดูละครเกาหลีโดยไม่ขาดตอนก็หาไม่ แต่เค้าตั้งเป้าว่า หากจะใช้เทคโนโลยีเพื่อการขนส่งและสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ ต้องไม่มีที่ไหนเลยที่ “ไม่มีสัญญาณ” เพราะเทคโนโลยีดังกล่าวจะไม่มีทางใช้งานได้สมบูรณ์หากการเชื่อมต่อมีปัญหา

การทำ Smart Nation นี้ IDA ฉลาดมากที่กำหนดยุทธศาสตร์ไว้เพียงสองอุตสาหกรรมเท่านั้น คือ ด้านการขนส่งและสุขภาพ สิงคโปร์มองว่าประเทศของตนจะมีปัญหาในอีก 15 ปีข้างหน้า จะมีประชากรสูงอายุจำนวนมาก จำเป็นต้องพัฒนาสองด้านนี้ให้ก้าวหน้า

หากประชากรสูงอายุมีสุขภาพดี และบริการด้านสุขภาพมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการเดินทางขนส่งที่มีเทคโนโลยีใหม่รองรับ จะทำให้ผู้สูงอายุสามารถดำเนินชีวิตได้โดยสะดวก

ยกตัวอย่างเช่น การขนส่งก็พัฒนากันให้ถึงรถยนต์ที่ขับเองได้ ในด้านการแพทย์ก็พัฒนาด้าน The Internet of Things ที่สามารถดูแลผู้สูงอายุได้ดีขึ้น รวมทั้งการส่งเสริมเทคโนโลยีที่ส่งเสริมสุขภาพมากขึ้น

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ยกมาเป็นเรื่อง IoT (The Internet of Things) ทั้งสิ้น …

นอกจากนั้น IDA ก็จะกำหนดให้ Data เป็น Open Data ให้ข้อมูลต่างๆสามารถแลกเปลี่ยนได้ภายใต้มาตรฐานที่กำหนด พูดง่ายๆก็คือกำลังจะกำหนดมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลของ IoT และ Sensor ต่างๆนั่นเอง

นอกเหนือจากการให้บริการประชาชนสิงคโปร์แล้ว เรื่องนี้ก็รวมไปถึงการบริการนักท่องเที่ยวด้วย มีการร่วมมือกับ Sentosa ในการพัฒนาด้านนี้ด้วยเช่นกัน เพื่อใช้เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกกับนักท่องเที่ยว

จบครับ… แล้วจะมาเล่าต่อเรื่องอื่นๆที่พบเจอในสิงคโปร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง trip นี้ไปตะลุย Makerspace มามากมายหลายแห่งมาก….