โดยปกติแล้ว พืชและสาหร่ายทุกชนิดบนโลกจะมีสารรงควัตถุที่เรียกว่าคลอโรฟิลล์-เอ (chlorophyll-a ) ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถดูดซับพลังงานจากแสงแล้วใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสงได้ โดยเจ้าคลอโรฟิลล์-เอ นั้นจะดูดซับแสงในช่วงแสงสีแดงซึ่งเป็นหนึ่งในสเปกตรัมของแสงอาทิตย์ แล้วนำพลังงานที่ได้มาผลิตแป้งและออกซิเจน แต่จากการศึกษาล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์กลับพบว่า ในสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินบางชนิดมีคลอโรฟิลล์ชนิดอื่นอย่างคลอโรฟิลล์-เอฟ (chlorophyll-f) ที่ทำหน้าที่สังเคราะห์แสงแทนคลอโรฟิลล์-เอ ทำให้สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินเหล่านั้นดูดซับแสงในสเปกตรัมของอินฟราเรดแทนที่จะเป็นแสงสีแดง

การค้นพบครั้งนี้เป็นที่ตื่นเต้นของนักวิทยาศาสตร์อย่างมาก เนื่องจากองค์ความรู้เดิมที่เรามีคือพืชต้องการพลังงานในช่วงของแสงสีแดงเพื่อผลิตแป้งและออกซิเจนหรือที่เรารู้จักกันในชื่อกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง แต่การค้นพบครั้งนี้กลับทำให้นักวิทยาศาสตร์พบว่ามีสาหร่ายบางชนิดที่สามารถสังเคราะห์แสงได้โดยใช้แสงในย่านอินฟราเรดแทนที่จะเป็นสีแดง ทั้งๆที่แสงในย่านอินฟราเรดมีพลังงานต่ำกว่าแสงสีแดง โดยความสำคัญของการค้นพบครั้งนี้คือหากนักวิทยาศาสตร์สามารถเข้าใจหลักการทำงานของคลอโรฟิลล์-เอฟ และทำการออกแบบพืชที่ใช้คลอโรฟิลล์-เอฟเป็นตัวหลักในการสังเคราะห์แสงขึ้นมาได้สำเร็จ ความเป็นไปได้ในการปลูกพืชบนดาวอังคารก็จะมีมากขึ้น เนื่องจากดาวอังคารอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากกว่าโลกนั่นแปลว่าพลังงานของแสงบนดาวเคราะห์ดวงนี้ย่อมน้อยกว่าบนโลก ดังนั้นหากพืชที่นักวิทยาศาสตร์จะทำการพัฒนาขึ้นสามารถสังเคราะห์แสงด้วยพลังงานที่ต่ำลงได้ มันก็จะสามารถสังเคราะห์แสงบนดาวอังคารและผลิตออกซิเจนออกมาได้

ในตอนนี้องค์การอวกาศทั่วโลกต่างให้ความสนใจเกี่ยวกับการค้นพบดังกล่าวเป็นอย่างมาก เนื่องจากพวกเขามีเป้าหมายเดียวกันคือการทำให้แนวคิดที่จะดัดแปลงพืชให้สามารถสังเคราะห์แสงบนดาวอังคารขึ้นมาได้เป็นเรื่องจริง เพราะในการผลิตออกซิเจนของพืชนั้นไม่ใช่ว่าเราจะสามารถนำพืชไปปลูกที่ไหนก็ได้แล้วพืชก็จะให้ออกซิเจนออกมา แต่พืชต้องการปัจจัยหลักอย่างแสงเป็นตัวช่วย ดังนั้นหากเราสามารถปลูกพืชบนดินดาวอังคารได้แต่พืชดังกล่าวสังเคราะห์แสงไม่ได้ การกระทำดังกล่าวก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่ไร้ค่า

ที่มา http://www.sci-news.com/biology/new-type-chlorophyll-f-photosynthesis-06101.html
เรียบเรียงโดย @MrVop