หลังจากเหตุการณ์บิ๊กแบง (big bang) สสารอย่างไฮโดรเจนได้ถือกำเนิดขึ้นมาในจักรวาล เมื่อเวลาผ่านไปไฮโดรเจนก็ได้มีการเปลี่ยนเป็นฮีเลียมและธาตุหนักชนิดอื่นๆตามลำดับ ซึ่งสสารเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนประกอบของดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ เนบิวลา หรือแม้แต่หลุมดำ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าประหลาดก็ได้เกิดขึ้น เพราะสสารที่ปรากฏอยู่ในจักรวาลที่เรารู้จักนั้นคำนวนแล้วคิดเป็นมวลเป็นเพียงแค่ 2 ใน 3 ของทั้งหมด ดังนั้นการตามหาสสารส่วนที่ 3 ที่คิดเป็นมวลสารกว่า 30% ที่ได้หายไปจากจักรวาลของเหล่าบรรดานักวิทยาศาสตร์จึงได้เริ่มขึ้น

เมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Colorado นำโดยศาสตราจารย์ MIchael Shull ได้ทำนายไว้ว่าสสาร baryonic (สสารธรรมดาที่ไม่ใช่สสารมืด)ที่พวกเขาตามหากันอยู่นั้น จะปรากฏอยู่ในรูปของสสารร้อนที่เป็นตัวกลางระหว่างกาแลกซี่ (warm-hot intergalactic medium หรือ WHIM) ซึ่งเป็นแก๊สออกซิเจนที่มีอุณหภูมิสูงถึงหนึ่งล้านองศาเซลเซียส และในปี 2017 ที่ผ่านมานี้เองที่ทีมนักวิจัยได้รับสัญญาณจากควอซาร์ 1ES 1553 จากการสำรวจบริเวณที่คาดว่าจะพบสสารที่หายไปด้วยดาวเทียม ESA’s XMM-Newton (ควอซาร์เป็นใจกลางของหลุมดำมวลมากที่เคยอยู่บริเวณใจกลางของกาแลกซี่เมื่อนานมาแล้ว) โดยสัญญาณดังกล่าวใช้เวลานานถึง 4 พันล้านปีในการเดินทางมาถึงโลกของเรา ซึ่งปรากฏอยู่ในรูปของ highly-ionized oxygen gas ที่มีลักษณะเฉพาะคล้ายคลึงกันกับ WHIM ดังที่ MIchael Shull ได้ทำนายไว้ในปี 2012

จากการค้นพบดังกล่าว ทำให้ทีมนักวิจัยได้ข้อสรุปว่าสสารกว่า 30% ที่สูญหายไปจากจักรวาลนั้น ปรากฏอยู่ในรูปของ intergalactic web ที่เป็นแก๊สร้อนของออกซิเจนซึ่งคล้ายกับโครงข่ายเชื่อมต่อระหว่างกาแลกซี เนื่องจากสัญญาณ highly-ionized oxygen gas ที่พวกเขาได้รับมานั้นเป็นสิ่งปรากฏอยู่ในพื้นที่ว่างระหว่างควอซาร์ 1ES 1553 กับระบบสุริยะจักรวาลของเรา ซึ่งครั้งหนึ่งคาดว่าสสารเหล่านั้นเคยอยู่ในกาแลกซี่แต่ถูกควอซาร์ที่อยู่บริเวณใจกลางดันมันออกไปเมื่อหลายพันล้านปีก่อน โดยการค้นพบครั้งนี้นอกจากจะทำให้เราทราบถึงสสาร baryonic ที่สูญหายไปในจักรวาลแล้ว ยังเป็นการสนันสนุนความเป็นไปได้ของทฤษฎีบิ๊กแบงอีกด้วย

ที่มา sci-news.com
เรียบเรียงโดย @MrVop