อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์อัจฉริยะผู้เป็นเจ้าของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปซึ่งถูกคิดค้นขึ้นมาในปี ค.ศ. 1915 ได้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันสามารถเข้าใจและอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆในจักรวาลได้ โดยกว่า100 ปีที่ผ่านมา ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ถูกนำไปทำนายปรากฏการณ์มากมายหลายอย่างได้อย่างถูกต้อง ซึ่งหนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจของทฤษฎีนี้คือคำพูดที่กล่าวไว้ว่า วัตถุที่อยู่ในสนามโน้มถ่วงเดียวกันจะมีความเร่งในการตกอย่างอิสระเท่ากันเสมอไม่ว่ามวลของวัตถุทั้งสองจะต่างกันมากเท่าใดก็ตาม อย่างเช่นในการทดลองของกาลิเลโอที่ปล่อยลูกบอลที่มีมวลต่างกันให้ตกลงจากหอเอนปิซ่าแล้วพบว่าวัตถุทั้งสองตกถึงพื้นพร้อมกัน จึงเกิดเป็นแนวคิดของนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันขึ้นมาว่าทฤษฎีของไอสไตน์จะสามารถใช้ได้กับระบบดาวที่มีมวลต่างกันราวฟ้ากับเหวเช่นดาวแคระขาวกับดาวนิวตรอนหรือไม่

PSR J0337+1715 เป็นชื่อของระบบดาวที่ประกอบไปด้วยดาวนิวตรอนซึ่งเป็นดาวที่เกิดจากการยุบตัวของดาวฤกษ์มวลมากหลังจากที่สิ้นอายุไขแล้วกลายเป็นซุปเปอร์โนวา กับดาวแคระขาวสองดวงที่เกิดจากการยุบตัวของดาวฤกษ์มวลน้อย ซึ่งหากทำการเปรียบเทียบมวลกันแล้วนั้นสามารถเรียกได้ว่าดาวนิวตรอนเป็นดาวที่มีมวลมากที่สุดในจักรวาลเลยก็ว่าได้ โดยความน่าสนใจของระบบดังกล่าวคือดาวแคระขาวกับดาวนิวตรอน ต่างก็โคจรรอบกันและกันอยู่ โดยมีดาวแคระขาวอีกดวงโคจรรอบดาวทั้งสองอีกที  ในการทดลองครั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการจับสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากดาวทั้งสองเพื่อใช้ในการระบุตำแหน่งและความเร็วในการเคลื่อนที่ และสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์พบคือทั้งดาวแคระขาวและดาวนิวตรอน ต่างเคลื่อนที่โคจรรอบกันและกันด้วยความเร่งที่เท่ากันแม้ว่าจะถูกสนามโน้มถ่วงของดาวแคระขาวที่โคจรอยู่ข้างนอกรบกวนการเคลื่อนที่ เปรียบได้กับการเคลื่อนที่ของวัตถุสองชนิดที่มีมวลต่างกันในสนามโน้มถ่วงเดียวกันที่จะมีความเร่งในการเคลื่อนที่เท่ากันเสมอ จึงสามารถสรุปได้ว่าทฤษฎีของไอสไตน์ยังคงเป็นจริงแม้กับระบบที่มีความแตกต่างของมวลอย่างสิ้นเชิงเช่นดาวแคระขาวและดาวนิวตรอน

ทุกๆครั้งที่นักวิทยาศาสตร์ได้ออกแบบการทดลองเพื่อหาข้อผิดพลาดของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปนั้น สิ่งที่พวกเขาพบกลับช่วยยืนยันความถูกต้องให้กับทฤษฎีของนักฟิสิกส์อัจฉริยะผู้ล่วงลับ

ที่มา sci-news.com
เรียบเรียงโดย @MrVop