เมื่อต้นปีที่ผ่านมา LIGO (หอสังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วงโดยใช้อินเตอร์เฟอโรมิเตอร์ชนิดเลเซอร์) ได้ตรวจจับและทำการวัดการมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วงที่เกิดจากการรวมตัวกันของหลุมดำสองหลุม ซึ่งการค้นพบในครั้งนี้ได้ยืนยันว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอสไตน์ที่ทำนายการมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วงไว้เมื่อร้อยปีก่อนนั้นถูกต้อง แต่ในขณะเดียวกันการค้นพบในครั้งนี้นอกจากจะยืนยันความถูกต้องของทฤษฎีแล้วมันอาจเป็นสิ่งที่สามารถลบล้างทฤษฎีนี้ได้ด้วยเช่นกัน

ในแนวคิดของทฤษฎีสัมพัทธภาพได้กล่าวไว้ว่าเมื่อผู้สังเกตการณ์ข้ามผ่านขอบฟ้าเหตุการณ์ (Event horizon) ของหลุมดำไปแล้วนั้น เขาจะไม่มีทางกลับออกมาได้อีกเลย ขณะที่ตัวผู้สังเกตการจะไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆของสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเขา ซึ่งในปี 2012 ที่ผ่านมานั้นได้มีแนวคิดเกี่ยวกับหลุมดำอีกแบบหนึ่งโดยแนวคิดนี้ได้นำเสนอว่า รอบๆขอบฟ้าเหตุการณ์มีสิ่งที่เรียกว่ากำแพงไฟ (fire wall) ซึ่งพร้อมที่จะทำลายทุกอย่างที่ข้ามผ่านมันไป ซึ่งแนวคิดนี้ได้ขัดแย้งกับทฤษฎีสัมพัทธภาพ เพราะกำแพงไฟดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในทฤษฎี จนเมื่อต้นปี 2016 หลังการค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงจากการชนกันของหลุมดำ ทำให้แนวคิดของกำแพงไฟถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ว่าถ้าหากกำแพงดังกล่าวมีอยู่จริง ในการชนกันของหลุมดำนั้นจะต้องมีคลื่นสะท้อนที่เกิดจากการที่หลุมดำชนกันแล้วคลื่นความโน้มถ่วงมีการสะท้อนไปมาระหว่างขอบฟ้าเหตุการณ์กับกำแพงไฟ

ซึ่งในเดือนนี้ (ธันวาคม 2016)  ทีมนักฟิสิกส์นำโดย Afshordiและ JahedAbedi ได้ค้นพบสัญญาณของคลื่นสะท้อนดังกล่าวที่แสดงถึงการมีอยู่ของกำแพงไฟโดยการวิเคราะห์ข้อมูลคลื่นความโน้มถ่วงที่ผ่านๆมา ซึ่งถ้ากำแพงไฟมีจริง ก็เท่ากับว่าพวกเขาจะเป็นนักฟิสิกส์กลุ่มแรกที่จะสามารถลบล้างทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอสไตน์ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์ของพวกยังไม่เป็นที่ยอมรับในวงการวิทยาศาสตร์เพราะมีความผิดพลาดสูงถึง 1/270 หรือ 2.9 sigma (ต้องการ 6 sigma ) ซึ่งยังนับว่าสูงเกินกว่าจะได้รับการยอมรับ

โดยในตอนนี้ทาง LIGO กำลังเตรียมปรับอุปกรณ์เพื่อเพิ่มความละเอียดในการตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วง และคาดว่าอีกสองปีนับจากนี้ ผลลัพธ์ที่ได้น่าจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่าตอนนี้

อ้างอิง http://www.nature.com/news/ligo-black-hole-echoes-hint-at-general-relativity-breakdown-1.21135
เรียบเรียงโดย @MrVop