โลกและดวงจันทร์ค่อยๆห่างออกจากกันด้วยระยะ 3.82 ซ.ม. ต่อปี

เมื่อโลกและดวงจันทร์ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ๆในยุคแรกๆของการก่อกำเนิดระบบสุริยะ โลกหมุนรอบตัวเองเร็วกว่านี้มาก โดยเวลานั้น 1 วันมีไม่ถึง 5 ชั่วโมงและดวงจันทร์ก็อยู่ใกล้โลกมาก

แต่เพราะโลกกับดวงจันทร์มีขนาดไม่ต่างกันมาก แรงโน้มถ่วงระหว่างกันจึงมีสูงและก็เกิดปรากฏการณ์ Lunar Recession คือดวงจันทร์ค่อยๆถอยห่างออกไป โลกเราก็หมุนรอบตัวเองช้าลง

สาเหตุเนื่องมาจากแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์นอกจากทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงแล้ว จริงๆมันก็ทำให้โลกเราโป่งออกเล็กน้อยทั้งสองด้าน คือด้านใกล้หรือจุด ก. ในภาพบนเพราะอยู่ใกล้ดวงจันทร์จึงถูกดึงมากกว่าใจกลางโลกคือจุด ข  และด้านไกลคือจุด ค คือการโป่งออกเพื่อรักษาสมดุลย์ (โดยความเป็นจริงไม่ได้โป่งขนาดนั้นแต่รูปนี้ทำมาเพื่อให้เข้าใจง่าย) การโป่งที่เห็นเรียกว่า Tidal bulge ซึ่งมันจะส่งผลย้อนกลับไปหาดวงจันทร์ด้วย

แรงโน้มถ่วงของโลกสูงกว่าดวงจันทร์ แต่สูงไม่เท่ากันโดยจุด ก ในภาพจะส่งแรงต่อดวงจันทร์มากกว่าจุด ข และ  ค และเนื่องจากโลกหมุนรอบตัวเองเร็วกว่าดวงจันทร์ 27 เท่า แรงที่จุด ก ส่งไปหาดวงจันทร์จะทำให้ดวงจันทร์โคจรรอบโลกเร็วขึ้นทำให้เกิดแรงเหวี่ยงให้วงโคจรกว้างขึ้น (วงโคจรสีเทา) ดวงจันทร์จึงถูกผลักให้ห่างออกไปเรื่อยๆ โดยอัตราเร็วที่ดวงจันทร์ถอยห่างออกจากโลกเวลานี้คือ 3.82 ซ.ม.ต่อปี และตัวโลกเราเองก็ถูกแรงโน้มถ่วงดวงจันทร์ลากให้หมุนรอบตัวเองช้าลงด้วย ในอัตราราว 1.7 มิลลิวินาทีต่อปีเช่นเดียวกัน

นั่นคือโลกจะหมุนช้าลง ช้าลง เวลา 1 วันจะมีชั่วโมงที่มากขุึ้น ขณะที่ดวงจันทร์ก็ค่อยๆออกไปไกลจากโลกทุกขณะ

แต่ไม่ต้องห่วงว่าดวงจันทร์จะหายไปจากท้องฟ้า หรือโลกจะโดนลากจนหยุดหมน เนืองจากอัตราความเร็วของปรากฏการร์นี้เทียบกับอายุระบบสุริยะแล้วน้อยมาก กว่าจะถึงวันที่ดวงจันทร์หายไปจากฟ้า ตอนนั้นดวงอาทิตย์ก็ถึงคราวหมดอายุและ สุริยะจักรวาลก็พบจุดจบตามดวงอาทิตย์ไปก่อนแล้ว

อ้างอิง https://answersingenesis.org/astronomy/moon/lunar-recession/
เรียบเรียงโดย @MrVop