จากการคาดการณ์ของนักวิทยาศาสตร์ พบว่าหากอุณหภูมิของโลกยังแปรปรวนอยู่เนื่องจากสภาวะโลกร้อนอย่างนี้ต่อไป ภายในช่วงเวลา 100 ปีนี้ ธารน้ำแข็งที่ขั้วโลกใต้จะละลายจนหมดส่งผลให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นถึง 3 เมตรซึ่งมากพอที่จะทำให้เมืองตามชายฝั่งจมลงใต้ทะเล แต่ผลการศึกษาล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์พบว่าในขณะที่ธารน้ำแข็งละลายนั้น หินดานซึ่งเป็นชั้นหินที่รองรับธารน้ำแข็งเหล่านี้เอาไว้ก็กำลังลอยตัวขึ้นมาจากใต้ทะเลด้วยอัตราเร็วที่มากผิดปกติเช่นเดียวกัน ซึ่งการปรากฏตัวของหินดานดังกล่าว จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะยืดอายุให้กับมนุษย์ต่อไปได้

ทีมนักวิทยาศาสตร์นำโดย ศาสตราจารย์ Terry Wilson จากมหาวิทยาลัย Ohio State ได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับการปรากฏตัวของหินดานเอาไว้ว่า โดยปกติแล้วหินเหล่านี้จะถูกธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมากกดทับเอาไว้ แต่เมื่อน้ำแข็งละลายลงหินเหล่านี้จะยกตัวเองขึ้นมาจากใต้น้ำคล้ายกับตอนที่เรากดสปริงลงแล้วปล่อยมือออก โดยอัตราเร็วของหินดานจะขึ้นกับการไหลของแมนเทิลซึ่งเป็นชั้นหินหลอมเหลวในโลกของเรา ซึ่งหินดานที่ปรากฏขึ้นมาเหล่านี้จะสามารถป้องกันการพังทลายลงของธารน้ำแข็งในขั้วโลกใต้ได้ เนื่องจากในตอนนี้ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ของขั้วโลกใต้ในซีกตะวันตกกำลังจะเคลื่อนที่เข้าปะทะกัน อันเป็นสาเหตุหลักของการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลทั่วโลกได้ แต่หินดานที่ปรากฏขึ้นมาจะทำให้ธารน้ำแข็งทั้งสองเป็นอิสระออกจากกัน ส่งผลให้ไม่เกิดการชนกันขึ้น

อย่างไรก็ตามแม้ว่าหินดานที่ขึ้นมานั้นจะสามารถป้องกันการพังทลายของธารน้ำแข็งลงได้ แต่หากเรายังปล่อยปะละเลยกับสภาวะโลกร้อนอย่างนี้ต่อไป ในที่สุดน้ำแข็งขั้วโลกก็จะละลายลงจนหมดและทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นอยู่ดี ถึงแม้จะมีหินดานขึ้นมาป้องกันการพังทลายเอาไว้ก็ตาม

ที่มาและเครดิตภาพ independent.co.uk
เรียบเรียงโดย @MrVop