นักวิจัยกำลังศึกษากรดไขมันจากการทำอาหารที่ลอยขึ้นไปบนฟ้าว่าจะช่วยการก่อตัวของเมฆได้มากน้อยเพียงใด

เมฆไม่ใช่ไอน้ำแบบที่เราอาจเข้าใจกันผิดๆ เพราะถ้าเป็นไอน้ำ ดวงตาเราจะมองไม่เห็น จริงๆแล้วเมฆคือหยดน้ำเล็กๆ ที่ในขณะเกิดขึ้นครั้งแรกมีขนาดเล็กมากเพียง 0.02 มิลลิเมตร (เล็กกว่าขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมซึ่งมีขนาด 0.075 มิลลิเมตร) หยดน้ำเหล่านี้คือสิ่งที่เกิดจากการควบแน่นของไอน้ำที่ต้องการแกนกลางให้เกาะ ซึ่งอนุภาคเล็กๆ ที่แขวนลอยอยู่ในอากาศนี้คือ ละอองลอย หรือ แอโรซอล (aerosol)  ที่ทำหน้าที่เป็น “แกนควบแน่น” (Condensation nuclei) ให้หยดน้ำ แกนควบแน่นนี้ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำหรือให้น้ำเกาะได้ (Hygroscopic) เช่น ฝุ่น ควัน เกสรดอกไม้ หรืออนุภาคเกลือ หรือโมเลกุลของกรดไขมัน

ในชั้นบรรยากาศของเมืองใหญ่ ยกตัวอย่างเช่นกรุงลอนดอนนั้น มีโมเลกุลของกรดไขมันในอากาศอยู่ถึง 10% ซึ่งจัดว่าเป็นปริมาณค่อนข้างสูง ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วโมเลกุลของกรดไขมันเหล่านี้มาจากการประกอบอาหารโดยเฉพาะอาหารประเภท “ทอด”

ล่าสุดนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเรดดิงในอังฤกษได้ทำการทดลองพิสูจน์คุณสมบัติของกรดไขมัน เมื่อมีสถานะเป็นละอองลอย หรือ แอโรซอล เปรียบเทียบกับละอองน้ำเกลือ พบว่าโครงสร้างโมเลกุลของกรดไขมันในสถานะละอองลอยในบรรยากาศ หรือ แอโรซอลนั้นมีการเรียงตัวแบบ 3 มิติที่ทำให้มีความหนืดและคงตัวอยู่ได้เป็นเวลานานกว่าแอโรซอลของละอองน้ำเกลือ ซึ่งทีมวิจัยพบว่าละอองลอยจากกรดไขมันนี้จะทำให้เมฆก่อตัวได้ง่าย อาจนำไปสู่การลดโลกร้อนโดยการสะท้อนแสงอาทิตย์ออกไป ซึ่งเรื่องนี้อาจต้องศึกษาเพิ่มเติมเผื่อว่าจะผิดพลาดเนื่องจากเคยพบว่าในบางครั้งละอองลอยก็ดูดซับแสงอาทิตย์ไว้ทำให้โลกร้อนเข้าไปอีก

แต่หากผลออกมาว่าทำให้โลกร้อนลดลงได้ การผลิตกรดไขมันออกสู่บรรยากาศก็เป็นวิธีการที่ไม่ยากและไม่แพงเนื่องจากยังไงเราก็หนีการประกอบอาหารไม่พ้น ปัญหาคือจะส่งกรดไขมันเหล่านี้ขึ้นไปถึงระดับความสูงที่ต้องการได้อย่างไร ซึ่งอาจต้องพึ่งเทคโนโลยีทางแสงเลเซอร์มาช่วย แต่นั่นค่อยว่ากันอีกที

ผลการวิจัยนี้ ตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature Communications
เรียบเรียงโดย @MrVop