กล้องฮับเบิ้ลพบว่า ดาวหาง 288P จริงๆแล้วมี 2 ดวงโคจรรอบกันและกัน

288P

ดาวเคราะห์น้อย คือก้อนหิน ดาวหาง คือก้อนเคมี ที่เรืองแสงและมีหางถ้าโดนลมสุริยะ

เราไม่เรียกอุกกาบาต จนกว่ามันจะผ่านบรรยากาศโลกเข้ามา (เรียกผิดกันเยอะ ดูวิธีเรียกที่ถูกต้อง)

บางทีเราพบดาวหางตอนไม่มีหาง คือก้อนเคมีนั้นอาจมีฝุ่นหนาปกคลุม ภายหลังจึงเห็นว่ามันเรืองแสงและมีหาง กลายเป็นว่าเราเข้าใจผิดแต่แรกว่าพบดาวเคราะห์น้อย เลยตั้งชื่อแบบดาวเคราะห์น้อย สุดท้ายพอเป็นดาวหาง เจ้านี่เลยมี 2 ชื่อ

เจ้า 288P ก็เป็นแบบนี้

คือเมื่อโครงการ Spacewatch ในอริโซนา ค้นพบดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ใหม่ๆเมื่อ 15 พ.ย.2006 ทีมงานไม่เห็นมันเรืองแสง เลขตั้งชื่อตามแบบดาวเคราะห์น้อย ว่า “2006 VW139

2006 คือปีที่พบ V คือปักษ์แรกของเดือนพฤศจิกายน W139 คือลำดับที่พบในปักษ์นั้น

เจ้า 2006 VW139 นี้ อยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อยระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัส ห่างดวงอาทิตย์ 2.43 AU โคจรครบ 1 รอบในเวลา 5.32 ปี

เมื่อพบว่าวงโคจรมันนิ่ง เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2011 ทาง IAU จึงให้อีกชื่อตามประเพณี คือการตั้งชื่อลำดับรวมในระบบสุริยะ ดาวเคราะห์น้อยนี้จึงได้อีกชื่อว่า  “300163

ต่อมา วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2012 หอดูดาว Panstars ส่องพบว่าเจ้านี่มันเรืองแสง กลายเป็นว่าสิ่งที่ผู้ค้นพบเข้าใจมาตั้งแต่แรกว่าเป็นดาวเคราะห์น้อย ที่แท้จริงแล้วเป็นดาวหาง (อาจมีฝุ่นปิดทั่วผิวดาวจนไม่โดนลมสุริยะนานจนถึงวันที่ลมสุริยะอนุภาคแรกๆทะลุลงไปโดนเคมี เกิดการลุกลามไปทั่วจนดาวหางเริ่มเรืองแสง)

เมื่อกลายเป็นดาวหาง ก็เลยตั้งชื่อใหม่ให้เป็นชื่อแบบดาวหาง คือ “288P

มันเลยมี 3 ชื่อคือ  300163/2006VW139/288P

ที่ผ่านมาก็เคยมีที่เข้าใจผิดแบบนี้อยู่บ้างเช่น 118401/1999RE70/176P หรือ 323137/2003BM80/282P แต่พระเอกของเราต่างออกไป

เพราะเมื่อช่วงปลายปี 2016 กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิ้ลส่องพบว่า ส่วนหัวของดาวหาง 288P นี้ไม่ได้มีหัวเดียว มันเป็นหัวแบบไบนารี คือมีสองหัว ขนาดเท่ากัน โคจรห่างกันไม่เกิน 100 กม.

มันเลยกลายเป็น ดาวเคราะห์น้อยคู่ (Binary asteroids) ที่กลายสภาพเป็นดาวหางคู่ (Binary Comet) ดวงแรกที่พบ

นักดาราศาสตร์เชื่อว่า 288P แตกออกเป็น 2 ดวงเมื่อไม่นานมานี้ (ไม่เกิน 5,000 ปี) แต่ไม่แน่ใจสาเหตุ อาจเป็นเพราะการหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วสูงจนเกิดแรงเหวี่ยง หรืออาจมาจากสาเหตุุอื่น มันปล่อยอนุภาคน้ำ H2O ออกมาในหางของมันด้วย ยิ่งทำให้นักดาราศาสตร์สนใจมากขึ้นไปอีกว่าในแถบดาวเคราะห์น้อยหลักที่โคจรอยู่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสนั้น มีของประหลาดแบบเจ้า 2006VW139/288P อยู่อีกกี่มากน้อย

อ้างอิง https://ja.wikipedia.org/wiki/(300163)_2006_VW139
https://www.nasa.gov/feature/goddard/2017/hubble-discovers-that-a-unique-object-is-a-binary
http://www.express.co.uk/news/science/856815/space-asteroid-science-solar-system-mars-jupiter-comets-astronomers-research

เรียบเรียงโดย @MrVop