กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลถ่ายถาพดาวหางได้ที่ระยะไกลสุดกู่หลังดาวหางดวงนี้เดินทางออกจากกลุ่มเมฆออร์ตตรงเข้าระบบสุริยะ

กลุ่มเมฆออร์ต (Oort cloud) คือ กลุ่มฝุ่นน้ำแข็งทุกขนาดตั้งแต่มิลลิเมตรไปถึงกิโลเมตรในอวกาศที่ล้อมรอบระบบสุริยะอยู่เป็นทรงกลม ห่างจากดวงอาทิตย์ออกไปราว 50,000 – 100,000 AU หรือเป็นระยะทาง ¼  ของระยะห่างระหว่างดวงอาทิตย์เรากับระบบดาวถัดไป

กลุ่มเมฆออร์ต เป็นแหล่งกำเนิดดาวหาง โดยดาวหางแต่ละดวงจะออกเดินทางจากเมฆออร์ตเข้ามาหาดวงอาทิตย์โดยใช้เวลาเดินทางนับแสนปี มันจะสร้างวงโคจรของมันเอง หากดวงใดเข้ามาในระบบสุริยะแล้วกลายเป็นบริวารโคจรรอบดวงอาทิตย์โดยมีวงโคจรที่จะกลับมาซ้ำในระยะไม่กี่ปี เราจะเรียกว่าดาวหางคาบสั้น ให้ชื่อขึ้นต้นว่า P เช่นดาวหางฮัลเลย์ที่วงโคจรหนึ่งรอบใช้เวลา 76 ปี แต่หากดาวหางนั้นมีวงโคจรที่รีมาก หมายถึงพุ่งกลับยาวออกไปแถวเมฆออร์ตอีกครั้ง วงโคจรอาจกินเวลานับแสนนับล้านปี หรืออาจไม่กลับมาอีกเลย เราให้ชื่อขึ้นต้นว่า C ดังเช่นดวงที่เรากำลังจะกล่าวถึงในบทความนี้

ดาวหาง C/2017 K2 นั้นเป็นผลงานการค้นพบของหอดูดาว Pan-STARRS ในฮาวาย โดยส่องพบเมื่อ 21 พ.ค. 2560 ที่ผ่านมา จากนั้นในเดือนมิถุนายน ทีมนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียนำโดย  Dr. David Jewitt ได้ใช้กล้อง Wide Field Camera 3  ของกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลถ่ายถาพดาวหางดวงนี้ได้ขณะที่มันเริ่มเปล่งแสงจางๆเนื่องจากถูกแสงอาทิตย์มากขึ้น เกิดเป็นส่วนเรืองแสงที่เรียกว่าโคมารัศมีราว 1.2 แสน กม.ขึ้นมา

การถ่ายภาพดาวหางครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ถ่ายได้จากระยะไกลที่สุด ในจุดที่เปลือกที่หุ้มส่วนหัวยังไม่แตกออก แน่นอนหางยังไม่งอก ไม่เหมือนดาวหางทั่วไปที่กว่าจะมีการถ่ายภาพก็เข้ามาในระบบสุริยะจนเกือบถึงดาวพฤหัสแล้ว ซึ่งถึงตอนนั้นสารระเหยโบราณที่ปกคลุมรอบดาวหางก็แตกออกจนไม่เหลือแล้วเนื่องจากสัมผัสลมสุริยะและความร้อนของดวงอาทิตย์มากเกินไป

image_5272_2-Comet-C-2017-K2

การพบและถ่ายภาพ  C/2017 K2 ได้จากระยะไกลเช่นนี้เหมือนกับเราได้พบวัตถุโบราณ (ดาวหางก่อกำเนิดเกือบจะพร้อมๆกับโลกและดาวเคราะห์อื่นๆ) ในระบบสุริยะ ที่ซ่อนความลับที่ไม่มีใครแตะต้องตั้งแต่ยุคแรกๆที่ระบบสุริยะถือกำเนิดขึ้นมาจากเนบิวลา เราพบว่าเปลือกที่หุ้มดาวหางประกอบด้วยธาตุจำพวก CO2, CO, O2 และ N2 และด้วยกล้องที่คมชัดของฮับเบิ้ล ทีมงานยังสามารถวัดขนาดส่วนนิวเคลียสของดาวหาง K2 นี้ได้ด้วยว่ามีขนาดราว 19.3 กม. ถือเป็นโอกาสที่ดีที่พบดาวหางดิบๆก่อนมีการพัฒนาไปเป็นดาวหางแบบที่เราคุ้นตา เพื่อจะได้ศึกษาความเปลี่ยนแปลงของมันไปทีละขั้นตอน

อ้างอิง https://arxiv.org/abs/1709.10079
เรียบเรียงโดย @MrVop